Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 603

<< | หน้าที่ 603 | >>
ไม่พึงกล่าววาจาไม่เป็นที่รัก นั้นเป็นองค์ที่ ๓

บุคคลพึงกล่าววาจาสัตย์

ไม่พึงกล่าววาจาเหลาะแหละ นั้นเป็นองค์ที่ ๔

ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่า ยืนประนมมือไป ทางพระผู้มีพระภาคประทับ แล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์เข้าใจพระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจพระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า “วังคีสะ เธอจงเข้าใจภาษิตของเราอย่างแจ่มแจ้งเถิด”

{๓๕๗} ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะได้กล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาอย่างเหมาะสม เฉพาะพระพักตร์ว่า

[๔๕๔] บุคคลพึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นเหตุทำตนให้เดือดร้อน

และไม่เบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นเป็นวาจาสุภาษิตแท้

[๔๕๕] บุคคลพึงกล่าวเฉพาะวาจาเป็นที่รัก เป็นที่ถูกใจผู้ฟัง

พึงเว้นคำลามกทั้งหลายเสีย กล่าวแต่วาจาเป็นที่รักแก่คนอื่น

[๔๕๖] วาจาสัตย์เป็นวาจาไม่ตาย นี้เป็นของเก่า

สัตบุรุษล้วนดำรงมั่นอยู่ในสัจจะทั้งที่เป็นอรรถและเป็นธรรม

[๔๕๗] พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด อันเป็นวาจาเกษม

เพื่อการบรรลุนิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์

วาจานั้นแลเป็นวาจายอดเยี่ยมกว่าวาจาทั้งหลาย

สุภาสิตสูตรที่ ๓ จบ



สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka