Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 608

<< | หน้าที่ 608 | >>
[๔๗๕] ตถาคตละตัณหาและทิฏฐิ

อันเป็นกิเลสนอนเนื่องประจำใจได้แล้ว

ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเครื่องยึดถือใด ๆ

ชื่อว่าหมดความยึดมั่นในโลกนี้หรือโลกอื่น

ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๖] ตถาคตมีจิตเป็นสมาธิ ข้ามพ้นโอฆะได้เด็ดขาด

และรู้ธรรมด้วยปัญญาอันยอดเยี่ยม

หมดสิ้นอาสวะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย

ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๗] ภวาสวะ และวาจาหยาบคาย

ตถาคตกำจัดให้สิ้นได้ ไม่มีอยู่

เป็นผู้จบเวท หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง

ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๘] ตถาคตผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง ไม่มีธรรมเครื่องข้อง

เมื่อคนทั่วไปติดข้องเพราะมานะ ตถาคตขจัดมานะได้

กำหนดรู้ทุกข์พร้อมทั้งเขตและที่ตั้ง ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๙] ตถาคตไม่อิงอาศัยความหวัง มีปกติเห็นความสงัด

ล่วงพ้นทิฏฐิที่ผู้อื่นรู้กัน

ไม่มีกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยวใด ๆ ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๘๐] ตถาคตรู้แจ้งธรรมทั้งที่ดีและเลว

กำจัดให้สูญสิ้นได้เด็ดขาดแล้ว เป็นผู้สงบ

น้อมจิตไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปาทาน ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

๑ ภวาสวะ หมายถึงราคะที่ประกอบด้วย (๑) ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) (๒) ฌานนิกันติ (ความ ยึดติดในฌาน (๓) สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๗๗/๒๓๒)
๒ ธรรมทั้งปวง หมายถึงขันธ์และอายตนะเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๗๗/๒๓๒)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka