Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 626

<< | หน้าที่ 626 | >>
(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๕๔๐] สภิยะ บุคคลผู้สดับแล้ว รู้ยิ่งธรรมทั้งปวง

ครอบงำธรรมทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษต่าง ๆ มีอยู่ในโลกได้

หมดความสงสัย มีจิตหลุดพ้น

ไม่มีความทุกข์ในธรรมทั้งปวง

บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีสุตะ

[๕๔๑] บุคคลผู้มีปัญญา ตัดอาลัยและอาสวะได้แล้ว

ไม่ถือกำเนิดเกิดในครรภ์อีก

ละสัญญา ๓ อย่าง และละเปือกตมคือกามได้

ไม่กลับมาสู่กัป อีก

บัณฑิตเรียกว่า อริยะ

[๕๔๒] ในศาสนานี้ บุคคลผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะจรณะ

เป็นผู้ฉลาด รู้ธรรมได้ในกาลทุกเมื่อ

ไม่ข้องอยู่ในธรรมทั้งปวง

มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่มีปฏิฆะ

บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีจรณะ

[๕๔๓] บุคคลผู้กำจัดธรรมที่มีทุกข์เป็นวิบากซึ่งมีอยู่

ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันได้แล้ว

ประพฤติตนอยู่ด้วยปัญญาพิจารณา

๑ ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงขันธ์ และอายตนะ เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๔๐/๒๕๘)
๒ กัป ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๕๔๑/๒๕๘)
๓ จรณะ หมายถึงความประพฤติ,ปฏิปทา ในที่นี้หมายถึงจรณะ ๑๕ คือ (๑) สีลสัมปทา (ความถึงพร้อม ด้วยศีล) (๒) อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์) (๓) โภชเนมัตตัญญุตา (ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการ บริโภค (๔) ชาคริยานุโยค (การหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น) (๕) ศรัทธา (๖) หิริ (๗) โอตตัปปะ (๘) ความเป็นพหูสูต (๙) วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร) (๑๐) ความมีสติมั่นคง (๑๑) ปัญญา (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน (๑๕) จตุตถฌาน (ม.ม. (แปล) ๑๓/๒๓-๒๖/ ๒๖-๓๐, ขุ.สุ.อ. ๒/๕๔๒/๒๕๙)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka