Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 673

<< | หน้าที่ 673 | >>
อย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ พึงหวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือความเป็นพระอนาคามี เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์ เหลืออยู่”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

{๓๙๑} [๗๓๐] สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้จักทุกข์

เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง

และไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

[๗๓๑] สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น

เป็นผู้เสื่อมจากเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ

เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

เป็นผู้เข้าถึงชาติและชราแท้

[๗๓๒] ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดรู้จักทุกข์

เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง

และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

[๗๓๓] สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ

เป็นผู้ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

และเป็นผู้ไม่เข้าถึงชาติและชรา

๑ ดูเทียบ อิติวุตตกะ ข้อ ๑๐๓ หน้า ๔๘๑-๔๘๒ ในเล่มนี้

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka