Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 677

<< | หน้าที่ 677 | >>
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนือง ๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๗๔๒] ชนทั้งหลายผู้ถูกผัสสะครอบงำแล้ว

แล่นไปตามกระแส (ตัณหา) ในภพ

ดำเนินไปผิดทาง ย่อมห่างไกลจากความสิ้นสังโยชน์

[๗๔๓] ส่วนชนทั้งหลายผู้กำหนดรู้ผัสสะจนทั่วถึงแล้ว

ยินดีในธรรมเป็นที่สงบระงับได้ด้วยปัญญา

ย่อมเป็นผู้ปราศจากตัณหา ดับกิเลสลงได้สิ้นเชิง

เพราะรู้ยิ่งถึงผัสสะ

{๓๙๗} (๗) ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ฯลฯ ควรตอบเขาว่า มีอย่างนี้ คือ การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่า ‘ทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ทุกข์นั้นทั้งหมดย่อม เกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘เพราะ เวทนานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป’ นี้เป็นคู่ที่ ๒

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนือง ๆ อย่างนี้ ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๗๔๔] เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ

สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา

มีอยู่ทั้งภายในและภายนอก

[๗๔๕] ภิกษุรู้ว่า เวทนานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์

ถูกต้องสัมผัสเวทนาที่มีความเสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา

มีปกติทรุดโทรมไป ด้วยอุทยัพพยญาณแล้ว

เห็นความเสื่อมเป็นที่สุด

๑ เวทนาเป็นปัจจัย หมายถึงเวทนาที่สัมปยุตด้วยกรรมเป็นปัจจัย (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๔๔/๓๓๙)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka