Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 684

<< | หน้าที่ 684 | >>
มนุษย์พากันพิจารณาเห็นว่า นิพพานนี้เป็นความทุกข์ ซึ่งพระอริยะทั้งหลาย พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า ‘นิพพานนี้เป็นความสุข’ นี้เป็น คู่ที่ ๒

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนือง ๆ อย่างนี้ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ พึงหวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือความเป็นพระอนาคามี เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส คาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

[๗๖๕] รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

ล้วนน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ

ที่กล่าวกันว่ามีอยู่ประมาณเท่าใด

[๗๖๖] รูปเป็นต้นเหล่านั้นแลเป็นสิ่งที่ชาวโลก

พร้อมทั้งเทวโลกสมมติว่า เป็นสุข

ถ้ารูปเป็นต้นเหล่านั้นดับในที่ใด

ที่นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นก็สมมติกันว่า เป็นทุกข์

[๗๖๗] ส่วนอริยบุคคลทั้งหลายเห็นการดับสักกายะว่า เป็นสุข

การเห็นของอริยบุคคลทั้งหลายผู้เห็นอยู่นี้

ย่อมขัดแย้งกับชาวโลกทั้งปวง

[๗๖๘] บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่า เป็นสุข

อริยบุคคลทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่า เป็นทุกข์

บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่า เป็นทุกข์

อริยบุคคลทั้งหลายรู้แจ้งสิ่งนั้นว่า เป็นสุข


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka