Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 102

<< | หน้าที่ 102 | >>
(ยักษ์สองตนจึงบอกแก่นางเรวดีว่า)

[๘๖๗] ที่กรุงพาราณสี มีอุบาสกชื่อนันทิยะ

เป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี รู้ความประสงค์ของผู้ขอ

วิมานที่เนืองแน่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา

รุ่งโรจน์ดังแสงอาทิตย์ นั้นเป็นของนันทิยอุบาสก

[๘๖๘] หมู่เทพนารีลูบไล้กายด้วยแก่นจันทน์หอม

ช่วยทำวิมานทั้งภายในและภายนอกให้งดงาม

วิมานนั้นมีรัศมีปรากฏเสมอด้วยแสงอาทิตย์

คนที่ขึ้นสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน คือนันทิยอุบาสก

(นางเรวดีกล่าวว่า)

[๘๖๙] ฉันเป็นภรรยาของนันทิยอุบาสก

เป็นใหญ่ในเรือน เป็นใหญ่ในทรัพย์สินทั้งหมดของสามี

บัดนี้ ฉันจะรื่นรมย์ในวิมานของสามี ไม่ปรารถนาจะเห็นนรก

(ยักษ์สองตนนั้นไม่ยอมเชื่อจึงพาตัวนางลงไปใกล้อุสสทนรกแล้วกล่าวว่า)

[๘๗๐] นางผู้แสนจะชั่วช้า นี่แหละนรกสำหรับเจ้า

บุญเจ้าไม่ได้ทำไว้ในมนุษยโลก

เพราะคนตระหนี่ มักโกรธ มีบาปธรรม

ย่อมไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้เกิดในสวรรค์

(นางเรวดีเห็นนายนิรยบาลสองตนพากันมาฉุดคร่าตน เพื่อจะโยนลงไป ในคูถนรก ชื่อว่า สังสวกะ จึงถามถึงนรกนั้นว่า)

[๘๗๑] ทำไมหนอจึงปรากฏแต่อุจจาระ ปัสสาวะ สิ่งสกปรก

เหตุไฉน อุจจาระนี้จึงมีกลิ่นเหม็นร้ายกาจ คละคลุ้งไปเล่า

(นายนิรยบาลตอบว่า)

[๘๗๒] นางเรวดี นรกที่เจ้าจะหมกไหม้อยู่หลายพันปีนี้

มีชื่อว่า สังสวกนรก ลึกร้อยชั่วคน


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka