Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 12

<< | หน้าที่ 12 | >>
{๒๓} [๖๒] ในคืนเดือนเพ็ญ นางมีนัยน์ตาชะม้ายคล้ายตานางเนื้อทราย

ร่างกายมีผิวพรรณดุจกลีบดอกบุณฑริก นั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง

ในคืนนั้น เราได้เห็นนางนุ่งผ้าสีแดงดุจสีเท้านกพิราบแล้ว

สำคัญว่าดวงจันทร์ขึ้น ๒ ดวง

[๖๓] คราวใดนางชมดชม้อยชำเลืองมองดูเราด้วยอาการ

อันอ่อนหวาน ด้วยใบหน้าอันเบิกบานงดงามบริสุทธิ์

ประดุจจะลักเอาดวงใจของเราไป ประหนึ่งนางกินนรี

เกิดที่ภูเขาในป่าลักเอาดวงใจของกินนรไป

[๖๔] คราวนั้นนางผู้เลอโฉม มีผิวกายสีทอง

ใส่ตุ้มหูแก้วมณี มีผ้านุ่งท่อนเดียว ชำเลืองดูเรา

ประดุจนางเนื้อทรายตื่นตกใจกลัวเมื่อเห็นนายพราน

[๖๕] เมื่อไรเล่า แม่นางผู้มีเล็บแดง มีขนงาม

แขนอ่อนนุ่ม ลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

มีนิ้วกลมกลึง งามตั้งแต่ศีรษะ

จักบำเรอเราด้วยกิริยาอันชดช้อยชาญฉลาด

[๖๖] เมื่อไรเล่า ธิดาของท่านติรีฏิ

ผู้มีทับทรวงสังวาลทองคำ เอวเล็กเอวบาง

จักกอดเราด้วยแขนทั้ง ๒ อันอ่อนนุ่ม

ประดุจเถาย่านทรายรึงรัดต้นไม้ที่เกิดในป่าใหญ่

[๖๗] เมื่อไรเล่า นางผู้มีผิวพรรณงามแดงดังน้ำครั่ง

มีเต้าถันกลมกลึงประดุจฟองน้ำ

ร่างกายมีผิวพรรณดังกลีบดอกบุณฑริก

จักโน้มปากเข้าจุมพิตปากเรา

เหมือนดังนักเลงสุรายื่นจอกสุราให้นักเลงสุราด้วยกัน

[๖๘] เมื่อใด เราได้เห็นนางผู้มีสรรพางค์กาย

อันเจริญ น่ารื่นรมย์ใจ ยืนอยู่

เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกตัวเลย


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka