Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 14

<< | หน้าที่ 14 | >>
ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์

โปรดทรงอภิรมย์ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า

หรือไม่ก็ทรงสลัดนางทิ้งเสีย

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

{๒๗} [๗๔] คนผู้ทำกรรมชั่วย่อมคิดว่า

คนเหล่าอื่นอย่ารู้การกระทำนี้เลย

แต่ว่า คนบนพื้นปฐพีที่ประกอบด้วยฤทธิ์ ยังมีอยู่

ย่อมจะเห็นเขาผู้กระทำกรรมชั่วนั้น

(พระเจ้ากรุงสีพีตรัสว่า)

[๗๕] คนอื่น ใครเล่าหนอบนพื้นปฐพีในโลกนี้

จะพึงเชื่อท่านว่า นางมิได้เป็นที่รักของเรา

อีกประการหนึ่ง ครั้นให้แล้ว

ท่านมิได้เห็นนางอุมมาทันตีผู้เป็นที่รัก

ท่านจะคับแค้นใจอย่างหนัก

(อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า)

{๒๘} [๗๖] ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน นางอุมมาทันตีนี้

เป็นที่รักของข้าพระองค์อย่างแท้จริง

ข้าแต่พระภูมิบาล นางมิได้เป็นที่รักของข้าพระองค์ก็หาไม่

ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ

ขอพระองค์เสด็จไปหานางอุมมาทันตีทันที

ดุจราชสีห์เข้าไปยังถ้ำศิลา

๑ ตัณหาดุจต้นไม้ในป่า หมายถึงการร่วมอภิรมย์กับนางอุมมาทันตี (ภรรยาผู้อื่น) เป็นการทำกรรมหยาบ ช้า คือ ตัณหาดุจต้นไม้ที่เจริญงอกงามอยู่ในป่า (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๒/๔๔)
๒ นรชนผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรผู้มีฤทธิ์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๗๔/๔๔)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka