Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 46

<< | หน้าที่ 46 | >>
[๗๕] ประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว

เมื่อทรงเห็นว่าเป็นกาลอันสมควร

จึงทรงสอบถามถึงกรรมอันเป็นบาปว่า

[๗๖] โยมขอถามท่านสังกิจจฤๅษีผู้ได้รับสมมติว่า

เป็นคนดีกว่าฤๅษีทั้งหลายซึ่งนั่งอยู่ ณ ทายปัสสอุทยาน

ห้อมล้อมไปด้วยหมู่ฤๅษีว่า

[๗๗] คนผู้ประพฤติล่วงธรรมทั้งหลาย

เหมือนโยมผู้ประพฤติล่วงธรรม ละไปแล้วจะไปสู่คติอะไร

ขอพระคุณเจ้าจงตอบเนื้อความที่โยมถามเถิด

{๙๑} [๗๘] สังกิจจฤๅษีได้กราบทูลพระราชาผู้ทรงผดุงรัฐให้เจริญแก่ชาวกาสี

ซึ่งประทับนั่ง ณ ทายปัสสอุทยานว่า

ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์ทรงสดับคำของอาตมภาพ

[๗๙] ผู้ใดพร่ำสอนบอกหนทางแก่คนเดินทางผิด

ถ้าเขาพึงทำตามคำของผู้นั้น เขาก็ไม่พึงถูกหนามตำฉันใด

[๘๐] ผู้ใดพร่ำสอนธรรมแก่ผู้ปฏิบัติผิดธรรม

ถ้าเขาพึงทำตามคำสอนของท่านผู้นั้น

เขาจะไม่พึงไปสู่ทุคติฉันนั้นเหมือนกัน

(ฤๅษีโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาต่อไปว่า)

{๙๒} [๘๑] ข้าแต่มหาราช ธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ปลอดภัย

ส่วนอธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ไม่ปลอดภัย

เพราะว่าอธรรมนำสัตว์ไปสู่นรก ส่วนธรรมยังสัตว์ให้ถึงสุคติ

๑ ธรรมชื่อว่าเป็นทางที่ปลอดภัย ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (กายกรรม ๓ คือ เว้นจากการ ฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม, วจีกรรม ๔ คือเว้นจากพูดเท็จ เว้นจากพูด ส่อเสียด เว้นจากพูดคำหยาบ เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ, มโนกรรม ๓ คือไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่คิดปองร้ายเขา เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม) เป็นทางเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้า ดำเนินไปสู่สุคติ (ขุ.ชา.อ. ๘/๘๑/๑๑๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka