Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 197

<< | หน้าที่ 197 | >>
(พระราชาตรัสกับพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

{๔๓๔} [๘๗] ความน่าอัศจรรย์ปรากฏชัดเจนกับโยม

เพราะได้เห็นลูกรักอยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว

เพราะเหตุไร ผิวพรรณของผู้บริโภคอาหารเช่นนี้จึงผ่องใสเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะทูลพระราชานั้น จึงตรัสว่า)

{๔๓๕} [๘๘] ขอถวายพระพรมหาบพิตร

อาตมภาพจำวัดตามลำพังบนเครื่องลาดใบไม้

เพราะการจำวัดตามลำพังนั้น

ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๘๙] อนึ่ง อาตมภาพไม่มีราชองครักษ์คาดกระบี่คอยป้องกัน

เพราะการจำวัดตามลำพังของอาตมภาพนั้น

ผิวพรรณจึงผ่องใส ขอถวายพระพร

[๙๐] อาตมภาพมิได้เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

มิได้ปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

เพราะฉะนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๙๑] เพราะการปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

เพราะเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

ทั้ง ๒ อย่างนี้ พวกคนพาลซูบซีดเหี่ยวแห้ง

เหมือนไม้อ้อที่เขียวสดถูกถอนทิ้งไว้

(ลำดับนั้น พระราชาทรงเชิญพระเตมีย์โพธิสัตว์ให้ครองราชสมบัติ จึงตรัสว่า)

{๔๓๖} [๙๒] ลูกรัก โยมขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

๑ กองพลช้าง หมายถึงกองทัพที่จัดขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ นับช้างตั้งแต่สิบเชือกขึ้นไป ที่ชื่อว่ากองพลรถก็เช่น เดียวกัน (ขุ.ชา.อ. ๙/๙๒/๔๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka