Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 28 หน้าที่ 210

<< | หน้าที่ 210 | >>
[๑๖๔] เมื่อไร เราจึงจักละบัลลังก์ทอง

ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้

การละบัลลังก์ทองเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๕] เมื่อไร เราจักละบัลลังก์แก้วมณี

ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้

การละบัลลังก์แก้วมณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๖] เมื่อไร เราจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าป่าน

และผ้าขนสัตว์อย่างละเอียด ออกบวชได้

การละผ้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๗] เมื่อไร เราจักละสระโบกขรณีอันรื่นรมย์

มีนกจักรพากส่งเสียงร่ำร้องอยู่

ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ดอกปทุม

และดอกอุบล ออกบวชได้

การละสระโบกขรณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๘] เมื่อไร เราจักละกองช้างพลาย

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ

[๑๖๙] มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๐] เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว

๑ ม้าสินธพชาติอาชาไนย หมายถึงฝูงม้าที่มีชื่อว่าอาชาไนย เพราะเป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ (ฝึกง่าย) โดยกำเนิด (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๗๐/๘๓)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka