Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 29 หน้าที่ 115

<< | หน้าที่ 115 | >>
ด้วยปัญญา อันกว้างขวาง แผ่ไป เสมอด้วยแผ่นดินนั้น รวมความว่า เป็นผู้มีปัญญา กว้างขวางดุจภูริ(แผ่นดิน) ย่อมไม่ดำเนินไปลุ่ม ๆ ดอน ๆ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

สัตว์เกิดสมาทานวัตรทั้งหลายเอง

ข้องอยู่ในสัญญา ย่อมดำเนินไปลุ่ม ๆ ดอน ๆ

ส่วนผู้มีความรู้ รู้ธรรมด้วยเวททั้งหลายแล้ว

เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางดุจภูริ(แผ่นดิน)

ย่อมไม่ดำเนินไปลุ่ม ๆ ดอน ๆ

{๑๓๓} [๒๘] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

ผู้มีปัญญานั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง

คือ รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง

ใคร ๆ ในโลกนี้จะพึงกำหนดผู้มีปัญญานั้น

ผู้เห็น ผู้ประพฤติเปิดเผย ด้วยเหตุอะไรเล่า

ว่าด้วยเสนามาร


{๑๓๔} คำว่า ผู้มีปัญญานั้น เป็นผู้กำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง คือรูปที่เห็น เสียง ที่ได้ยิน หรืออารมณ์ที่รับรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เสนามาร ตรัสเรียกว่า เสนา กายทุจริต ชื่อว่าเสนามาร วจีทุจริต ชื่อว่าเสนามาร มโนทุจริต ชื่อว่า เสนามาร ราคะ ชื่อว่าเสนามาร โทสะ ชื่อว่าเสนามาร โมหะ ชื่อว่าเสนามาร โกธะ ... อุปนาหะ ... อกุสลาภิสังขารทุกประเภท ชื่อว่าเสนามาร สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

กิเลสกามเราเรียกว่าเสนากองที่ ๑ ของท่าน

ความไม่ยินดีเราเรียกว่าเสนากองที่ ๒ ของท่าน

ความหิวกระหายเราเรียกว่าเสนากองที่ ๓ ของท่าน

ตัณหาเราเรียกว่าเสนากองที่ ๔ ของท่าน


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka