Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 29 หน้าที่ 172

<< | หน้าที่ 172 | >>
ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก

ความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมเนือง ๆ

พวกข้าพระองค์ฟังคำสอนของพระองค์แล้วจักศึกษาวิเวก

{๒๓๐} [๕๐] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เมตเตยยะ)

คำสั่งสอนของบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมเนือง ๆ

ย่อมเลอะเลือน และบุคคลนั้นย่อมปฏิบัติผิด

การปฏิบัตินี้ เป็นธรรมไม่ประเสริฐในบุคคลนั้น

{๒๓๑} คำว่า ของบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมเนือง ๆ อธิบายว่า ธรรมเนียมของ อสัตบุรุษ คือ ธรรมเนียมของชาวบ้าน ธรรมเนียมชั้นต่ำ ธรรมเนียมที่เลวทราม ธรรมเนียมที่มีน้ำเป็นที่สุด ธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในที่ลับ ธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติ กันเป็นคู่ ๆ ชื่อว่าเมถุนธรรม

เพราะเหตุไร จึงตรัสเรียกว่า เมถุนธรรม เพราะธรรมนั้นเป็นธรรมเนียมของ คนคู่ ผู้กำหนัด กำหนัดนัก เปียกชุ่ม กลัดกลุ้มด้วยราคะ ถูกราคะครอบงำจิตเสมอ กันทั้ง ๒ คน เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า เมถุนธรรม

คน ๒ คนก่อการทะเลาะกัน เรียกว่าคู่ทะเลาะ

คน ๒ คนก่อการบาดหมางกัน เรียกว่าคู่บาดหมาง

คน ๒ คนก่อการอื้อฉาวกัน เรียกว่าคู่อื้อฉาว

คน ๒ คนก่อการวิวาทกัน เรียกว่าคู่วิวาท

คน ๒ คนก่ออธิกรณ์กัน เรียกว่าคู่อธิกรณ์

คน ๒ คนสนทนากัน เรียกว่าคู่สนทนา

คน ๒ คนเจรจากัน เรียกว่าคู่เจรจา ฉันใด

ธรรมนั้นเป็นธรรมเนียมของคนคู่ ผู้กำหนัด กำหนัดนัก เปียกชุ่ม กลัดกลุ้ม ด้วยราคะ ถูกราคะครอบงำจิตเสมอกันทั้ง ๒ คน ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า เมถุนธรรม


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka