Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 29 หน้าที่ 191

<< | หน้าที่ 191 | >>
{๒๕๘} คำว่า ไม่พึงเข้าไปเสพเมถุนธรรม อธิบายว่า ธรรมเนียมของอสัตบุรุษ คือ ธรรมเนียมของชาวบ้าน ... ชื่อว่าเมถุนธรรม เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า เมถุนธรรม มุนี ไม่พึงเสพ คือ ไม่พึงเสพเป็นนิจ ไม่พึงซ่องเสพ ไม่พึงเสพเฉพาะ ไม่พึงประพฤติ ไม่พึงประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ ไม่พึงสมาทานประพฤติซึ่งเมถุนธรรม รวมความว่า ไม่พึงเข้าไปเสพเมถุนธรรม ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

มุนีรู้โทษนี้แล้ว ในคราวเป็นคฤหัสถ์ก่อนบวชในธรรมวินัยนี้

พึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นคง ไม่พึงเข้าไปเสพเมถุนธรรม

{๒๕๙} [๕๗] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นแหละ เพราะการประพฤติวิเวกนี้

เป็นกิจสูงสุดของพระอริยะทั้งหลาย

ไม่พึงสำคัญตนว่า เราเป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยการประพฤติวิเวกนั้น

ผู้นั้นแล ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพาน

{๒๖๐} คำว่า วิเวก ในคำว่า พึงศึกษาวิเวกนั่นแหละ ได้แก่ วิเวก ๓ อย่าง คือ

๑. กายวิเวก ๒. จิตตวิเวก

๓. อุปธิวิเวก

กายวิเวก เป็นอย่างไร ... นี้ชื่อว่าอุปธิวิเวก

กายวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีกายหลีกออกแล้ว ยินดียิ่งในเนกขัมมะ จิตตวิเวก ย่อมมีแก่บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ถึงความเป็นผู้ผ่องแผ้วยิ่ง และอุปธิวิเวกย่อมมีแก่ บุคคลผู้ปราศจากอุปธิ บรรลุนิพพานอันปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง

คำว่า ศึกษา ได้แก่ สิกขา ๓ คือ

๑. อธิสีลสิกขา ๒. อธิจิตตสิกขา

๓. อธิปัญญาสิกขา ... นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา

๑ ดูรายละเอียดข้อ ๕๐/๑๗๒
๒ ดูรายละเอียดข้อ ๗/๓๒-๓๔

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka