Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 29 หน้าที่ 341

<< | หน้าที่ 341 | >>
สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถืออย่างนี้แล้วก็พากันวิวาท

และกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด

วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้

วาทะไหนเป็นเรื่องจริงกันหนอ

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด

ต่างก็อ้างตัวว่าเป็นคนฉลาด

{๕๒๙} [๑๑๕] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า)

คนพาลไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย

เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม

สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละเป็นคนพาล มีปัญญาทราม

สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ ยึดถือทิฏฐิอยู่

{๕๓๐} คำว่า ไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย อธิบายว่า ไม่ยอมรับ คือ ไม่เห็นตาม ไม่คล้อยตาม ไม่ยินดีตามธรรม คือ ทิฏฐิ ปฏิปทา มรรค ของผู้อื่น รวมความว่า ไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย

{๕๓๑} คำว่า คนพาล... เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม อธิบายว่า คนอื่นเป็นพาล เป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย มีปัญญาเลว มีปัญญา ทราม มีปัญญาต่ำทราม มีปัญญาน่ารังเกียจ มีปัญญาหยาบช้า มีปัญญาต่ำต้อย รวมความว่า คนพาล... เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม

{๕๓๒} คำว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นคนพาล มีปัญญาทราม อธิบาย ว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นคนพาล คือ เป็นคนเลว ทราม ต่ำทราม น่ารังเกียจ หยาบช้า ต่ำต้อย สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละ มีปัญญา เลว คือ มีปัญญาทราม มีปัญญาต่ำทราม มีปัญญาน่ารังเกียจ มีปัญญาหยาบช้า มีปัญญาต่ำต้อย รวมความว่า สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นคนพาล มีปัญญาทราม

{๕๓๓} คำว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ ยึดถือทิฏฐิอยู่ อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ เป็นเจ้าลัทธิ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ยึด ยึดถือ ถือ ยึดมั่น ถือมั่นทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาทิฏฐิ ๖๒ แล้ว อยู่ คือ


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka