Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 29 หน้าที่ 501

<< | หน้าที่ 501 | >>
คำว่า โดยประการทั้งปวง ได้แก่ ทุกสิ่งโดยประการทั้งหมด ทุกอย่าง ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือโดยประการทั้งปวง คำว่า โดยประการทั้งปวง นี้เป็นคำกล่าว รวมไว้ทั้งหมด

คำว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง แบ่งตามหมวด คือ (๑) วัตถุกาม (๒) กิเลสกาม... เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม... เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม รวมความว่า รู้แจ้งกามโดยประการทั้งปวงแล้ว

{๘๑๖} คำว่า ศึกษา ในคำว่า พึงศึกษาเพื่อความดับกิเลสของตน ได้แก่ สิกขา ๓ อย่าง คือ

๑. อธิสีลสิกขา ๒. อธิจิตตสิกขา

๓. อธิปัญญาสิกขา... นี้ชื่อว่าอธิปัญญาสิกขา

คำว่า เพื่อความดับกิเลสของตน อธิบายว่า พึงศึกษาทั้งอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขาเพื่อดับราคะ ดับโทสะ ดับโมหะ ฯลฯ เพื่อสงบ เข้าไปสงบ สงบเย็น ดับ สลัดทิ้ง สงบระงับอกุสลาภิสังขารทุกประเภทของตนเสียได้

สิกขา ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลนึกถึงชื่อว่าพึงศึกษา เมื่อทราบชื่อว่าพึงศึกษา... เมื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าพึงศึกษา คือ พึงประพฤติเอื้อเฟื้อ ประพฤติ เอื้อเฟื้อโดยชอบ สมาทานประพฤติ รวมความว่า พึงศึกษาเพื่อความดับกิเลสของตน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

คนทั้งหลายกล่าวถึงการศึกษา

เพราะกามคุณที่พัวพันอยู่ในโลก

บุคคลไม่พึงเป็นผู้ขวนขวายในการศึกษา

หรือกามคุณเหล่านั้น รู้แจ้งกามโดยประการทั้งปวงแล้ว

พึงศึกษาเพื่อความดับกิเลสของตน

{๘๑๗} [๑๗๖] (พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีความหลอกลวง

ปราศจากวาจาส่อเสียด ไม่โกรธ ข้ามพ้นความโลภอันชั่ว

และความหวงแหนได้แล้ว

๑ ดูรายละเอียดข้อ ๑/๑-๒

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka