Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 185

<< | หน้าที่ 185 | >>
(ท่านอุปสีวะทูลถาม ดังนี้)

บุคคลใดคลายราคะในกามทั้งปวง

ละสมาบัติอื่น อาศัยแต่อากิญจัญญายตนสมาบัติ

น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ชั้นสูง

บุคคลนั้นไม่หวั่นไหว ดำรงอยู่ในพรหมโลก

ชั้นอากิญจัญญายตนะนั้นได้หรือ

[๔๑] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุปสีวะ)

บุคคลใดคลายราคะในกามทั้งปวง

ละสมาบัติอื่น อาศัยแต่อากิญจัญญายตนสมาบัติ

น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ชั้นสูง

บุคคลนั้นไม่หวั่นไหว ดำรงอยู่ในพรหมโลก

ชั้นอากิญจัญญายตนะนั้นได้ (๔)

คำว่า ทั้งปวง ในคำว่า บุคคใดคลายราคะในกามทั้งปวง ได้แก่ ทุกสิ่ง โดยอาการทั้งปวง ทุกอย่างโดยทุกประการ ไม่เหลือ ไม่มีส่วนเหลือโดยประการ ทั้งปวง คำว่า ทั้งปวงนี้เป็นคำกล่าวรวม ๆ ไว้ทั้งหมด

คำว่า ในกาม อธิบายว่า

คำว่า กาม ได้แก่ กาม ๒ อย่าง แบ่งตามหมวด คือ (๑) วัตถุกาม (๒) กิเลสกาม ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า วัตถุกาม ฯลฯ เหล่านี้เรียกว่า กิเลสกาม ๑

คำว่า บุคคใดคลายราคะในกามทั้งปวง อธิบายว่า บุคคลใดเป็นผู้คายราคะแล้ว คือปราศจากราคะแล้ว สละราคะแล้ว คลายราคะแล้ว ปล่อยราคะแล้ว ละราคะแล้ว สลัดทิ้งราคะแล้วในกามทั้งปวง โดยการข่มไว้ รวมความว่า บุคคลใดคลายราคะ ในกามทั้งปวง

คำว่า อุปสีวะ ในคำว่า พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อุปสีวะ เป็นคำที่ พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพราหมณ์นั้นโดยชื่อ

๑ ดูรายละเอียดข้อ ๘/๖๖-๖๗

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka