Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 257

<< | หน้าที่ 257 | >>
๑๒. ภัทราวุธมาณวปัญหานิทเทส


ว่าด้วยปัญหาของภัทราวุธมาณพ


[๗๐] (ท่านภัทราวุธทูลถาม ดังนี้)

ข้าพระองค์ขอทูลอาราธนาพระองค์

ผู้ทรงละห้วงน้ำคืออาลัยได้ ตัดตัณหาได้

ไม่มีตัณหาเหตุให้หวั่นไหว

ทรงละความเพลิดเพลินได้ ข้ามห้วงกิเลสได้

หลุดพ้นแล้ว ละการกำหนด มีพระปัญญาดี

ชนทั้งหลายครั้นได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ผู้นาคะแล้ว

จึงจักกลับไปจากที่นี้ (๑)

คำว่า ผู้ทรงละห้วงน้ำคืออาลัยได้ ในคำว่า ผู้ทรงละห้วงน้ำคืออาลัยได้ ตัดตัณหาได้ ไม่มีตัณหาเหตุให้หวั่นไหว อธิบายว่า ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบาย และความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไป ตั้งมั่นถือมั่นนอนเนื่องในรูปธาตุ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าผู้ละห้วงน้ำคืออาลัยได้ ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบาย และความยึดมั่นอัน เป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นนอนเนื่องในเวทนาธาตุ ฯลฯ ในสัญญาธาตุ ฯลฯ ในสังขารธาตุ ฯลฯ ในวิญญาณธาตุ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดรากถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าผู้ทรงละห้วงน้ำคืออาลัยได้

คำว่า ตัดตัณหาได้ อธิบายว่า

คำว่า ตัณหา ได้แก่ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา ตัณหานั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงตัดแล้ว คือ

๑ ขุ.สุ. ๒๕/๑๑๐๘-๑๑๑๑/๕๔๖
๒ อุบาย ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฎฐิ (ขุ.จู.อ. ๗๐/๔๖)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka