Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 287

<< | หน้าที่ 287 | >>
ทรงแสดงอดีตธรรม

ข้าพระองค์มีปัญหาที่จะทูลถาม

จึงมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ผู้ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง

[๘๒] (ท่านโปสาละทูลถามว่า)

ข้าแต่พระองค์ผู้สักกะ ข้าพระองค์ขอทูลถามถึงญาณ

ของบุคคลผู้ไม่มีรูปสัญญา ผู้ละรูปกายได้ทั้งหมด

ผู้พิจารณาทั้งภายในและภายนอกเห็นว่า ไม่มีอะไร

บุคคลผู้เป็นเช่นนั้น ควรแนะนำอย่างไร (๒)

คำว่า ผู้ไม่มีรูปสัญญา อธิบายว่า

รูปสัญญา เป็นอย่างไร

คือ สัญญา ความจำได้ ความเป็นผู้หมายรู้ของบุคคลผู้เข้ารูปาวจรสมาบัติ หรือถือกำเนิด(ในรูปาวจรภพ) หรือมีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน นี้ชื่อว่า รูปสัญญา

คำว่า ผู้ไม่มีรูปสัญญา อธิบายว่า ผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ ไม่มีรูปสัญญา คือ ไม่ปรากฏ ก้าวล่วง ก้าวพ้น ล่วงพ้นแล้ว รวมความว่า ผู้ไม่มีรูปสัญญา

คำว่า ผู้ละรูปกายได้ทั้งหมด อธิบายว่า รูปกายซึ่งมีในคราวปฏิสนธิทั้งหมด บุคลลนั้นละได้แล้ว คือ เขาละรูปกาย เพราะก้าวล่วงด้วยตทังคปหาน (และ) ด้วยวิกขัมภนปหาน รวมความว่า ผู้ละรูปกายได้ทั้งหมด

คำว่า ไม่มีอะไร ในคำว่า ผู้พิจารณาทั้งภายในและภายนอกเห็นว่า ไม่มี อะไร อธิบายว่า อากิญจัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าอากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า “อะไรน้อยหนึ่ง ย่อมไม่มี” เพราะเหตุไร

๑ ตทังคปหาน หมายถึงการละด้วยองค์นั้น ๆ คือ การละรูปกายด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับกัน (ขุ.จู.อ. ๘๒/๕๖)
๒ วิกขัมภนปหาน หมายถึงการละด้วยข่มไว้ คือ การละรูปกายของท่านผู้ได้อรูปฌาน (ขุ.จู.อ. ๘๒/๕๖)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka