Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 383

<< | หน้าที่ 383 | >>
คำว่า ไม่มีอาสวะ อธิบายว่า อาสวะ ๔ อย่าง คือ

๑. กามาสวะ ๒. ภวาสวะ

๓. ทิฏฐาสวะ ๔. อวิชชาสวะ

อาสวะเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงละได้เด็ดขาดแล้ว ตัดราก ถอนโคนเหมือนต้นตาลที่ถูกตัดรากถอนโคนไปแล้ว เหลือแต่พื้นที่ ทำให้ไม่มี เกิดขึ้นต่อไปไม่ได้ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าไม่มีอาสวะ รวมความว่า ผู้ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ด้วยเหตุนั้น พระปิงคิยเถระจึงกล่าวว่า

อาตมภาพนอนดิ้นรนอยู่ในเปือกตม

ลอยจากเกาะหนึ่งไปสู่เกาะหนึ่ง

ครั้นต่อมา อาตมภาพได้เฝ้าพระสัมพุทธเจ้า

ผู้ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ไม่มีอาสวะ

[๑๑๗] (พระผู้มีพระภาคเสด็จมาตรัสว่า)

วักกลิ ภัทราวุธ และอาฬวิโคดม

เป็นผู้มีศรัทธาอันน้อมไปแล้ว ฉันใด

แม้เธอก็จงเปิดเผยศรัทธา ฉันนั้นเหมือนกัน

ปิงคิยะ เธอจักถึงฝั่งโน้น(ฝั่งตรงข้าม)แห่งบ่วงมัจจุราช (๑๖)

คำว่า วักกลิ ภัทราวุธ และอาฬวิโคดม เป็นผู้มีศรัทธาอันน้อมไปแล้ว ฉันใด อธิบายว่า พระวักกลิเถระ ได้มีศรัทธาน้อมไปแล้ว คือ หนักในศรัทธา มีศรัทธานำหน้า น้อมใจไปตามศรัทธา มีศรัทธาเป็นใหญ่ยิ่ง บรรลุอรหัตตผลแล้ว ฉันใด พระภัทราวุธเถระ มีศรัทธาอันน้อมไปแล้ว... พระอาฬวิโคดม มีศรัทธาอันน้อมไปแล้ว หนักในศรัทธา มีศรัทธานำหน้า น้อมใจไปตามศรัทธา มีศรัทธาเป็นใหญ่ บรรลุอรหัตตผล ฉันใด รวมความว่า วักกลิ ภัทราวุธ และอาฬวิโคดม เป็นผู้มีศรัทธาอันน้อมไปแล้ว ฉันใด


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka