Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 421

<< | หน้าที่ 421 | >>
คำว่า และในบุตรก็ย่อมมีความรักอันไพบูลย์ อธิบายว่า

{๖๘๗} คำว่า บุตร ได้แก่ บุตร ๔ จำพวก คือ

๑. บุตรเกิดจากตน ๒. บุตรเกิดในเขต

๓. บุตรที่เขาให้ ๔. บุตรที่อยู่ในสำนัก

คำว่า และในบุตรก็ย่อมมีความรักอันไพบูลย์ อธิบายว่า ความรักที่น้อม ไปในบุตรก็มีอยู่ รวมความว่า และในบุตรก็ย่อมมีความรักอันไพบูลย์

{๖๘๘} ว่าด้วยสิ่งเป็นที่รัก ๒ จำพวก


คำว่า บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก อธิบายว่า สิ่งเป็น ที่รัก ๒ จำพวก คือ (๑) สัตว์ที่เป็นที่รัก (๒) สังขารที่เป็นที่รัก

สัตว์เหล่าไหนเป็นที่รัก สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ เป็นผู้ปรารถนาแต่สิ่งที่เป็น ประโยชน์ ปรารถนาแต่สิ่งที่เกื้อกูล ปรารถนาแต่ความผาสุก ปรารถนาแต่ความ หลุดพ้นจากโยคะ คือ มารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตร ธิดา มิตร อำมาตย์ ญาติ หรือผู้ร่วมสายโลหิต สัตว์เหล่านี้ ชื่อว่าสิ่งเป็นที่รัก

สังขารเหล่าไหนเป็นที่รัก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าชอบใจ สังขาร เหล่านี้ ชื่อว่าสิ่งเป็นที่รัก

คำว่า บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก อธิบายว่า บุคคล เมื่อรังเกียจ คือ อึดอัด เบื่อหน่ายความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก รวมความว่า บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก จึงประพฤติอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด ด้วยเหตุนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นจึงกล่าวว่า

ในท่ามกลางสหาย ย่อมมีการเล่น มีความยินดี

และในบุตรก็ย่อมมีความรักอันไพบูลย์

บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka