Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 30 หน้าที่ 436

<< | หน้าที่ 436 | >>
ถ้าบุคคลไม่พึงได้สหาย ผู้มีปัญญารักษาตน

เที่ยวไปด้วยกันได้ เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์

ก็พึงประพฤติอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด

เหมือนพระราชาทรงละทิ้งแคว้นที่ทรงชนะแล้ว

ทรงประพฤติอยู่ผู้เดียว ฉะนั้น

{๗๑๐} [๑๓๓] (พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า)

เราสรรเสริญสหายสัมปทาโดยแท้

บุคคลควรคบสหายผู้ประเสริฐสุด (หรือ)ผู้เสมอกัน

ถ้าบุคคลไม่ได้สหายเหล่านี้

พึงเป็นผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ

ประพฤติอยู่ผู้เดียว เหมือนนอแรด (๓)

{๗๑๑} คำว่า โดยแท้ ในคำว่า เราสรรเสริญสหายสัมปทาโดยแท้ นี้เป็นคำกล่าว นัยเดียว เป็นคำกล่าวโดยไม่สงสัย เป็นคำกล่าวโดยไม่เคลือบแคลง เป็นคำกล่าว โดยไม่เป็น ๒ นัย เป็นคำกล่าวโดยไม่เป็น ๒ อย่าง เป็นคำกล่าวโดยรัดกุม เป็นคำกล่าวโดยไม่ผิด คำว่า โดยแท้นี้ เป็นคำกล่าวที่กำหนดไว้แน่แล้ว

คำว่า สหายสัมปทา อธิบายว่า สหายผู้เพียบพร้อมด้วยสีลขันธ์อันเป็นอเสขะ ด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นอเสขะ ฯลฯ ด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นอเสขะ ฯลฯ ด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นอเสขะ ฯลฯ ด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นอเสขะ เรียกว่า สหายสัมปทา

คำว่า เราสรรเสริญสหายสัมปทาโดยแท้ อธิบายว่า เราสรรเสริญ คือ ชมเชย ยกย่อง พรรณนาคุณสหายสัมปทา รวมความว่า เราสรรเสริญสหายสัมปทา โดยแท้

{๗๑๒} คำว่า บุคคลควรคบสหายผู้ประเสริฐสุด (หรือ)ผู้เสมอกัน อธิบายว่า สหาย ผู้ประเสริฐด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ สหายผู้เสมอกัน คือผู้เช่นเดียวกัน จึงควรคบหา คือ ควรคบ ควรนั่งใกล้ ควรไต่ถาม ควรสอบถาม รวมความว่า บุคคลควรคบสหายผู้ประเสริฐสุด (หรือ)ผู้เสมอกัน


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka