Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 31 หน้าที่ 83

<< | หน้าที่ 83 | >>
เมื่อพิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็น โดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละนันทิได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละ ราคะได้ เมื่อทำราคะให้ดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละอาทานะได้

{๑๑๔} การก้าวลงสู่อารมณ์ การหลีกไปด้วยปัญญา

การคำนึงถึงที่มีกำลัง ชื่อว่าปฏิสังขาวิปัสสนา

การกำหนดธรรม ๒ ประการ

ว่ามีสภาวะอย่างเดียวกันกับอารมณ์ปัจจุบัน

ความน้อมจิตไปในความดับ ชื่อว่าวยลักขณวิปัสสนา

การที่พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์แล้ว

พิจารณาเห็นความดับแห่งจิต

และความปรากฏโดยสุญญตะ

ชื่อว่าอธิปัญญาวิปัสสนา

พระโยคาวจรผู้ฉลาดในอนุปัสสนา ๓

และวิปัสสนา ๔ ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ

เพราะเป็นผู้ฉลาดในความปรากฏ ๓ ประการ

ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความดับไป ชื่อว่าวิปัสสนาญาณ

ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทสที่ ๗ จบ


๑ ปฏิสังขาวิปัสสนา ได้แก่ การพิจารณาอารมณ์แล้วเห็นความดับ (ขุ.ป.อ. ๑/๕๒/๒๗๙)
๒ ธรรม ๒ ประการ ได้แก่ สังขารที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต (ขุ.ป.อ. ๑/๕๒/๒๗๙)
๓ วยลักขณวิปัสสนา ได้แก่ ความเห็นแจ้งซึ่งมีความเสื่อมไปเป็นลักษณะ (ขุ.ป.อ. ๑/๕๒/๒๗๙)
๔ อธิปัญญาวิปัสสนา ได้แก่ ความเห็นแจ้งด้วยอธิปัญญา ( ขุ.ป.อ. ๑/๕๒/๒๗๙)
๕ ความปรากฏ ๓ ประการ ได้แก่ ความสิ้นไป, ความเสื่อมไป, ความว่างเปล่า (ขุ.ป.อ. ๑/๕๒/๒๘๐)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka