Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 18

<< | หน้าที่ 18 | >>
บุคคลเห็นโทษในกามคุณแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๗] (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

คำว่า กาม นี้ เป็นอันตราย เป็นดุจฝี เป็นอุปัททวะ เป็นโรค เป็นดุจลูกศร เป็นภัย บุคคลเห็นภัยในกามคุณแล้ว จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๘] (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

บุคคลพึงครอบงำภัยทั้งปวงแม้เหล่านี้ คือ ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย ลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลาน จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๐๙] (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า)

พระปัจเจกพุทธเจ้าละทิ้งหมู่ มีขันธ์เกิดดีแล้ว มีดอกบัว (คือธรรม) เป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่ในป่าตามความชอบใจได้ เหมือนนาคะละทิ้งโขลงแล้วอยู่ในป่าได้ตามความชอบใจ จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๑๑๐] (พระปัจเจกพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งกล่าวว่า) บุคคลใคร่ครวญถ้อยคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ว่า

๑ คำว่า กาม ชื่อว่าเป็นอันตราย เพราะนำมาซึ่งความฉิบหาย ชื่อว่าเป็นดุจฝี เพราะหลั่งกิเลสออกมา ชื่อ ว่าเป็นอุปัททวะ เพราะรบกวน ชื่อว่าเป็นโรค เพราะปล้นเอาความไม่มีโรคไป ชื่อว่าเป็นดุจลูกศร เพราะเสียดแทง จิตใจและถอนยาก ชื่อว่าเป็นภัย เพราะนำมาซึ่งภัยในภพนี้และภพหน้า (ขุ.อป.อ.๑/๑๐๗/๒๑๔.)
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka