Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 77

<< | หน้าที่ 77 | >>
[๕๐๙] ข้าพระองค์ค้นหาการถือปฏิสนธิในภพก็ไม่เห็น เพราะข้าพระองค์ไม่มีอุปธิ หลุดพ้นแล้ว(จากกิเลสทั้งปวง) มีจิตสงบระงับเที่ยวไป

[๕๑๐] ธรรมดาดอกปทุม พอได้สัมผัสแสงดวงอาทิตย์ ก็แย้มบานทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นบานแล้ว(คือสำเร็จมรรคผลนิพพาน) เพราะรัศมีแห่งพระพุทธเจ้า

[๕๑๑] ในกำเนิดนกยาง ย่อมไม่มีนกยางตัวผู้ในกาลทุกเมื่อ เมื่อเมฆฝนคำรน(เมื่อฟ้าร้อง) นกยางตัวเมียจึงจะตั้งครรภ์ได้ ในกาลทั้งปวง

[๕๑๒] นกยางตัวเมียเหล่านั้นจะตั้งครรภ์อยู่นาน ตราบเท่าที่เมฆฝนยังไม่คำราม พวกมันจะพ้นจากภาระ(จะออกไข่) ได้ก็ต่อเมื่อเมฆฝนตกลงมา ฉันใด

[๕๑๓] ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงคำรนด้วยเมฆฝนคือพระธรรม ก็ได้ตั้งครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม

[๕๑๔] ใช้เวลาตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ จึงจะได้ตั้งครรภ์คือบุญ ข้าพระองค์ยังไม่พ้นจากภาระ ตราบเท่าที่เมฆฝนคือพระธรรมยังไม่คำรน

[๕๑๕] ข้าแต่พระศากยมุนี พระองค์ทรงคำรน ด้วยเมฆฝนคือพระธรรมในกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์ในกาลใด ในกาลนั้นข้าพระองค์ก็จะพ้นจากภาระ

๑ ภาระ ในที่นี้หมายถึงภาระคือการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๕/๓๔๐)
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka