Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 82

<< | หน้าที่ 82 | >>
[๕๓๘] พระองค์มีสุญญตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันว่าง) อนิมิตตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีนิมิต) อัปปณิหิตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีความตั้งปรารถนา) อาเนญชวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่หวั่นไหว) นิโรธวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่คือความดับ) นี้เป็นธรรมกุฎี

[๕๓๙] พระเถระผู้เลิศด้วยปัญญา ที่ทรงแต่งตั้งไว้ ฉลาดในปฏิภาณ มีนามว่าสารีบุตร เป็นจอมทัพธรรมของพระองค์

[๕๔๐] ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ฉลาดในจุติและปฏิสนธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ มีนามว่าโกลิตะ (โมคคัลลานะ) เป็นปุโรหิตของพระองค์

[๕๔๑] ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ดำรงวงศ์เก่าแก่ มีเดชแผ่ไป หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เป็นผู้เลิศด้วยธุดงค์คุณ(มีนามว่ากัสสปะ)เป็นผู้พิพากษาของพระองค์

[๕๔๒] ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป ในศาสนา มีนามว่าอานนท์ เป็นผู้รักษาธรรมของพระองค์

[๕๔๓] พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงละพระเถระเหล่านี้ทุกรูป ทรงมุ่งเฉพาะข้าพระองค์ แล้วทรงประทานการวินิจฉัยวินัย ซึ่งบัณฑิตผู้รู้แสดงไว้แล้วแก่ข้าพระองค์

๑ อาเนญชวิหารธรรม หมายถึงสามัญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (คือโสดาปัตติ ผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖), ที.ปา. ๑๑/๓๕๔/๒๔๖
๒ นิโรธ ในที่นี้หมายถึงพระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง (ขุ.อป.อ. ๑๕๓๘/๓๔๖)
๓ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป แปลมาจากศัพท์ สพฺพปาฐิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๒/๓๔๗)
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka