Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 97

<< | หน้าที่ 97 | >>
[๖๓๕] ในกัปที่ ๕๗ (นับจากกัปนี้ไป) จักเกิดเป็นกษัตริย์พระนามว่าจัมพกะ มีพลานุภาพมาก จักรุ่งเรืองดังดวงอาทิตย์อุทัย

[๖๓๖] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๖๓๗] นายเรือผู้นี้จุติจากสวรรค์ชั้นไตรทิพย์แล้วจักไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นบุตรของพราหมณ์มีนามว่าเรวตะ ตามโคตร

[๖๓๘] เขาถูกกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนไปบวชในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

[๖๓๙] หลังจากบวชแล้ว เขาจักประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะแล้วนิพพาน

[๖๔๐] ข้าพเจ้ามีความเพียรสำหรับนำพาธุระ เป็นความเพียรที่นำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ ข้าพเจ้าทรงร่างกายซึ่งมีในภพสุดท้าย อยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๖๔๑] กรรมที่ข้าพเจ้าได้ทำไว้ใน ๑๐๐,๐๐๐ กัป แสดงผลแก่ข้าพเจ้าแล้วในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหลุดพ้นดีแล้วดุจความเร็วแห่งลูกศรพ้นไปจากแล่ง เผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว

[๖๔๒] แต่นั้น พระมุนีผู้มีพระปัญญามาก ทรงถึงที่สุดแห่งโลก(คือถึงความสิ้นทุกข์) ได้ทอดพระเนตรเห็นข้าพเจ้าผู้ยินดีในป่า จึงทรงตั้งข้าพเจ้าว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka