Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 32 หน้าที่ 113

<< | หน้าที่ 113 | >>
[๗๕] มีกรุงนามว่าเรณุวดี ยาว ๓๐๐ โยชน์ สี่เหลี่ยมจตุรัส

[๗๖] มีปราสาทชื่อว่าสุทัสสนะ วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตให้ ประกอบด้วยเรือนยอดอย่างดี ประดับประดาด้วยรัตนะ ๗ ประการ

[๗๗] กรุงนั้นไม่สงัดจากเสียง ๑๐ ประการ พลุกพล่านด้วยพวกวิทยาธร จักเป็นดุจเมืองสุทัสสนะของเหล่าเทวดา

[๗๘] พอเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น กรุงนั้นก็เปล่งรัศมี นครนั้นรุ่งเรืองเป็นนิตย์ แผ่ออกไป ๘ โยชน์ โดยรอบ

[๗๙] ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก

[๘๐] อุบาสกนั้นถูกกุศลมูลตักเตือนแล้วจักจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต เกิดเป็นพระโอรสของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม

[๘๑] ถ้าหากเขาจะพึงอยู่ครองเรือนก็จะพึงได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ข้อที่เขาผู้คงที่ จะยินดีในการอยู่ครองเรือนนั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นได้ (เป็นไปไม่ได้)

[๘๒] เขาจักต้องออกจากเรือนไปบวช มีข้อวัตรอันดี จักสำเร็จเป็นพระอรหันต์โดยนามว่าราหุล

[๘๓] พระราหุลเป็นผู้มีปัญญารักษาตน สมบูรณ์ด้วยศีล ดุจนกต้อยตีวิดรักษาฟองไข่ ดุจจามรีรักษาขนหาง พระมหามุนีได้ทรงเห็นเราแล้ว

๑ เสียง ๑๐ ประการ ได้แก่ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงกังสดาล เสียงประโคมดนตรี และเสียงว่า ‘ท่านทั้งหลายโปรดบริโภค ดื่ม เคี้ยวกิน’ (ที.ม. (แปล) ๑๐/๒๔๑/๒๘๑)
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka