Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 122

<< | หน้าที่ 122 | >>
[๓๑] ข้าพเจ้ามีหมู่นารีห้อมล้อมเข้าไปยังป่าหิมพานต์

ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ

ผู้(รุ่งเรือง)ดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญ

[๓๒] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถือคบเพลิง ๑๐๐ ดวง

แวดล้อมพระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ตลอด ๗ วัน ๗ คืน

วันที่ ๘ ก็ได้จากไป

[๓๓] ข้าพเจ้าเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส

กราบไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าโกสิกะ

ผู้เป็นพระสยัมภู ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้

เสด็จออกจากสมาบัติแล้วได้ถวายภิกษามื้อหนึ่ง

[๓๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งเทวดาและมนุษย์

ผู้เจริญที่สุดในโลก ทรงองอาจกว่านรชน

เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าได้เกิดขึ้นในหมู่เทพชั้นดุสิต

นี้เป็นผลแห่งการถวายภิกษามื้อหนึ่ง

[๓๕] แสงสว่างย่อมมีแก่ข้าพเจ้าทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้าพเจ้าแผ่รัศมีไปได้ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ

[๓๖] ในกัปที่ ๕๕ (นับจากกัปนี้ไป)

ข้าพเจ้าได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีชัยชนะ

เป็นใหญ่ในชมพูทวีป มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต

[๓๗] ครั้งนั้น นครของข้าพเจ้าเป็นนครที่มั่งคั่งแผ่ไพศาล

และสร้างไว้อย่างสวยงาม ยาว ๓๐ โยชน์

กว้าง ๒๐ โยชน์

[๓๘] กรุงชื่อโสภณะที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตให้

เป็นกรุงที่สงัดจากเสียง ๑๐ ประการ

แต่ประกอบด้วยเสียงกังสดาลอย่างไพเราะ

๑ เสียง ๑๐ ประการ คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์ เสียงรถ เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงเพลงขับ เสียงฉิ่ง เสียงเชื้อเชิญทานอาหาร (ขุ.พุทธ. ๓๓/๒/๔๔๗, ขุ.อป.อ. ๑/๔๑, ขุ.ชา.อ. ๑/๔)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka