Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 267

<< | หน้าที่ 267 | >>
[๒๑๓] พระฤๅษีผู้ประเสริฐ เสด็จออกจากนคร

ทอดพระเนตรเห็นพระพาหิยทารุจิริยะผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้

เป็นนักปราชญ์ ซึ่งมีความเร่าร้อนอันลอยได้แล้ว

[๒๑๔] ล้มลงที่ภูมิภาค ดุจคันเสาธงใหญ่อันลมพัดให้ล้มลง

หมดอายุ กิเลสเหือดแห้ง ทำกิจในศาสนาของพระชินเจ้า

[๒๑๕] ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกสาวกทั้งหลาย

ผู้ยินดีในศาสนามาสั่งว่า เธอทั้งหลายจงช่วยกันยกร่าง

ของเพื่อนพรหมจารีแล้วนำไปเผาเสียเถิด

[๒๑๖] จงสร้างสถูปบูชา เขาเป็นคนมีปรีชามากนิพพานแล้ว

สาวกผู้ทำตามคำของเรา

เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายที่ตรัสรู้ได้เร็วพลัน

[๒๑๗] คาถาที่มีประโยชน์คาถาเดียวที่คนฟังแล้วสงบระงับได้

ย่อมดีกว่าคาถาที่ไร้ประโยชน์ตั้ง ๑,๐๐๐ คาถา

[๒๑๘] ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ตั้งอยู่ในนิพพานใด

ในพระนิพพานนั้น ดาวฤกษ์ที่สุกสกาวก็ส่องแสงไปไม่ถึง

ดวงอาทิตย์ก็ส่องแสงไปไม่ถึง

[๒๑๙] ดวงจันทร์ก็ส่องแสงไปไม่ถึง ความมืดก็ไม่มี

อนึ่ง เมื่อใด พราหมณ์ผู้ได้ชื่อว่าเป็นมุนี

เพราะเป็นผู้สงบ รู้จริงด้วยตนเองแล้ว

[๒๒๐] เมื่อนั้น เขาย่อมพ้นจากรูปภพ อรูปภพ สุข และทุกข์

พระโลกนาถผู้เป็นมุนี เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓

ได้ตรัสไว้อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้

ได้ทราบว่า ท่านพระพาหิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้

พาหิยเถราปทานที่ ๖ จบ


๑ ขุ.ธ. (แปล) ๒๕/๑๐๑/๖๑
๒ ดูเทียบ ขุ.อุ. (แปล) ๒๕/๑๐/๑๘๘

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka