Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 322

<< | หน้าที่ 322 | >>
ข่มเทพบุตรที่เหลือในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น

ด้วยการฟ้อน การขับร้อง การประโคม

[๒๒๘] และด้วยองค์ ๑๐ มีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์

เสวยความสุขเป็นอันมากอยู่จนตลอดอายุ

[๒๒๙] จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้ว

จันทเทพบุตรได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ส่วนข้าพเจ้าได้เกิดเป็นโอรสของเจ้าศากยะในกรุงกบิลพัสดุ์

[๒๓๐] ในคราวที่พระศาสดาทรงเป็นผู้นำสัตว์โลก

ซึ่งพระอุทายีเถระทูลเชิญเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์

เพื่อทรงอนุเคราะห์เจ้าศากยะ

[๒๓๑] ครั้งนั้น พวกเจ้าศากยะมีมานะจัด

ไม่รู้คุณของพระพุทธเจ้า เป็นคนกระด้างเพราะชาติตระกูล

ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๒๓๒] พระชินเจ้าทรงทราบความดำริ

ของเจ้าศากยะเหล่านั้น

จึงได้เสด็จจงกรมในอากาศ เหมือนเมฆฝนตกลง

และเหมือนเปลวไฟที่ลุกโพลงอยู่

[๒๓๓] ทรงแสดงพระรูปที่ไม่มีที่เปรียบแล้วอันตรธานไป

แม้พระองค์เดียวก็เนรมิตเป็นหลายองค์ได้

แล้วกลับเป็นองค์เดียวเหมือนเดิม

[๒๓๔] พระมุนีทรงแสดงความมืดและแสงสว่าง

ทรงกระทำปาฏิหาริย์มากมาย

ทรงปราบพวกพระญาติจนหมดมานะ

[๒๓๕] ขณะนั้นเอง มหาเมฆที่ตั้งขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ทำฝนให้ตกแล้ว

ก็ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้แสดงเวสสันดรชาดก


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka