Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 326

<< | หน้าที่ 326 | >>
[๒๕๖] มีความดำริปราศจากนิวรณ์

มีอัธยาศัยมุ่งประโยชน์แก่สรรพสัตว์ โดยไม่นาน

ข้าพเจ้าก็มีความคุ้นเคยในสาวกของพระสุคตองค์นั้น

[๒๕๗] เมื่อข้าพเจ้าไปเกาะอยู่แทบเท้าของท่าน

ผู้นั่งอยู่ในอาศรม ในครั้งนั้น บางครั้งท่านก็ให้อาหาร

บางครั้งท่านก็แสดงธรรม

[๒๕๘] ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเข้าไปหาท่านผู้เป็นโอรสของพระชินเจ้า

ด้วยความรักอันไพบูลย์ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

ได้ไปเกิดในสวรรค์ประหนึ่งจากที่อยู่

แล้วกลับไปยังที่อยู่ของตนฉะนั้น

[๒๕๙] ข้าพเจ้าจุติจากสวรรค์แล้ว

บังเกิดในหมู่มนุษย์ด้วยบุญกรรม

ได้สละเรือนออกบวชโดยมาก

[๒๖๐] ข้าพเจ้าเป็นสมณะ ดาบส พราหมณ์

ปริพาชกอยู่ในป่ามานานหลายร้อยชาติ

[๒๖๑] บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย ข้าพเจ้าหยั่งลงสู่ครรภ์

แห่งภรรยาของพราหมณ์วัจฉโคตร

ในกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์

[๒๖๒] เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่ในครรภ์มารดาของข้าพเจ้าแพ้ท้อง

ในเวลาที่ข้าพเจ้าใกล้คลอด ท่านตัดสินใจที่จะอยู่ป่า

[๒๖๓] จากนั้น มารดาของข้าพเจ้าได้คลอดข้าพเจ้า

ที่ชายป่าที่น่ารื่นรมย์

เมื่อข้าพเจ้าคลอดจากครรภ์มารดา

ชนทั้งหลายใช้ผ้ากาสายะรองรับไว้

๑ นิวรณ์ หมายถึงธรรมกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดีมี ๕ อย่าง คือ (๑) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๒) พยาบาท ความคิดร้าย (๓) ถีนมิทธะ ความหดหู่และเซื่องซึม (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน และร้อนใจ (๕) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๐๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka