Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 410

<< | หน้าที่ 410 | >>
[๑๗๐] “ก็อย่างไร พระตถาคตผู้สัพพัญญู

จึงชื่อว่าอันบุคคลพึงวิงวอน

และอย่างไรพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่พึงวิงวอน

พระองค์อันหม่อมฉันทูลถามถึงเหตุนั้นแล้ว

ขอได้โปรดตรัสบอกเหตุนั้นแก่หม่อมฉันด้วยเถิด”

[๑๗๑] “ท่านจงดูสาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร

มีใจเด็ดเดี่ยวเพื่อบำเพ็ญเพียร มีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์

เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน

นี้เป็นการวิงวอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย”

[๑๗๒] ต่อแต่นั้น ดิฉันไปสู่สำนักของภิกษุณี

อยู่คนเดียวคิดได้อย่างแจ้งชัดว่า

“พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่ง ผู้ถึงที่สุดแห่งไตรภพ

ทรงพอพระทัยบริษัทที่สามัคคีกัน

[๑๗๓] เอาเถิด เราจะนิพพาน

อย่าได้พบเห็นความวิบัตินั้นเลย”

ครั้นดิฉันคิดดังนี้แล้ว

ได้เข้าเฝ้าพระฤาษีผู้ประเสริฐ (พระพุทธเจ้า)

[๑๗๔] แล้วได้กราบทูลกาลเป็นที่ปรินิพพาน

กับพระผู้ทรงเป็นผู้นำวิเศษ

ลำดับนั้น พระองค์ได้ทรงอนุญาตว่า

“จงรู้กาลเองเถิด พระนางโคตมี”

[๑๗๕] กิเลสทั้งหลายหม่อมฉันก็เผาได้แล้ว

ภพทั้งปวงหม่อมฉันก็ถอนได้แล้ว

๑ ไตรภพ หมายถึงกามภพ รูปภพ อรูปภพ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๒๖๕)
๒ สตฺตโม=ประเสริฐ (อภิธานัปปทีปิกา คาถาที่ ๖๙๕)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka