หน้าหลัก พระไตรปิฏก AI ธรรมะ E-Book ฐานข้อมูลวัด ติดต่อเรา
พุทธบริษัท
พระไตรปิฏกฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 33 หน้าที่ 486 | Buddhaparisa.org
หน้าหลัก / พระอภิธรรมปิฏก
พระไตรปิฏกฉบับมจร. เล่มที่ 33
<< | หน้าที่ 486 | >>
[๒๓๑] ครั้งนั้น โดยที่หม่อมฉันไม่ต้องการ

สามีหม่อมฉันพร้อมด้วยบุตรทั้ง ๑๐ คน

พากันไปบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ

[๒๓๒] ในกาลนั้น หม่อมฉันอยู่แต่ผู้เดียวคิดว่า ‘พอละด้วยชีวิตของเรา

ผู้พลัดพรากจากสามีและบุตร เป็นคนแก่ น่าสงสาร

[๒๓๓] แม้เราก็จักไปยังอารามที่สามีเราไปถึง’

ครั้นคิดอย่างนี้แล้วจึงบวชเป็นบรรพชิต

[๒๓๔] ครั้งนั้น พวกภิกษุณีปล่อยหม่อมฉันไว้ในสำนักแต่เพียงผู้เดียว

สั่งหม่อมฉันว่า ‘เธอจงต้มน้ำไว้’ แล้วก็พากันจากไป

[๒๓๕] ขณะนั้น หม่อมฉันนำน้ำมาแล้ว ใส่ลงไปในหม้อ

ตั้งบนก้อนเส้าแล้วนั่ง จากนั้นก็ตั้งจิตให้เป็นสมาธิ

[๒๓๖] ได้พิจารณาเห็นขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ก็ได้บรรลุอรหัตตผล

[๒๓๗] เมื่อภิกษุณีกลับมาได้ถามถึงน้ำร้อน

หม่อมฉันอธิษฐานเตโชธาตุให้น้ำร้อนเร็วพลัน

[๒๓๘] ภิกษุณีเหล่านั้นพากันอัศจรรย์ใจ

ไปกราบทูลพระชินเจ้าผู้ประเสริฐให้ทรงทราบเรื่องนั้น

พระผู้เป็นนาถะทรงสดับเรื่องนั้นแล้วทรงชื่นชม ได้ตรัสคาถานี้ว่า

[๒๓๙] ‘แท้จริง บุคคลผู้ปรารภความเพียรอย่างหนัก

มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ก็ประเสริฐกว่าคนเกียจคร้าน

และละทิ้งความเพียรมีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี’

[๒๔๐] พระมหาวีรเจ้า หม่อมฉันให้ทรงพอพระทัยแล้ว

เพราะการปฏิบัติดี พระมหามุนีพระองค์นั้น

ตรัสสรรเสริญหม่อมฉันว่าเป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุณีทั้งหลาย

ผู้ปรารภความเพียร


สารบัญ พระไตรปิฏก

พระไตรปิฏก
พระไตรปิฏก
พระวินัยปิฏก
พระวินัย
พระสุตตันตปิฏก
พระสูตร
พระอภิธรรมปิฏก
พระอภิธรรม