Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 382

<< | หน้าที่ 382 | >>
เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาไว้เพื่อปุพเพนิวาสญาณ

ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธญาณ

ทิพพโสตญาณ และจุตูปปาตญาณ”

มีอยู่จริงมิใช่หรือ

ปร. ใช่

สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ”

ยถากัมมูปคตญาณกถา จบ


๑๐. สังวรกถา (๓๐)


ว่าด้วยความสำรวม


[๓๗๙] สก. ความสำรวม มีอยู่ในหมู่เทวดา ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. ความไม่สำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดาใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดาใช่ไหม

ปร. ใช่

๑ ปุพเพนิวาสญาณ หมายถึงปรีชาหยั่งรู้ถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนทั้งของตนและของผู้อื่นได้ (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๔๔๓)
๒-๖ ทิพพจักขุญาณ หมายถึงญาณให้มีตาทิพย์ เจโตปริยญาณ หมายถึงปรีชากำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ อิทธิวิธญาณ หมายถึงญาณที่ทำให้แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ ทิพพโสตญาณ หมายถึงญาณพิเศษที่ทำให้มีหูทิพย์ จุตูปปาตญาณ หมายถึงปรีชาหยั่งรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย (ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๖/๓๙๖,ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๕๐๓)
๗ ความสำรวม หมายถึงเจตนาระวังมิให้ล่วงละเมิดศีล ๕ มีปาณาติบาตเป็นต้น แต่ฝ่ายปรวาทีเข้าใจผิดว่า การไม่ล่วงละเมิด ศีล ๕ เป็นสังวร (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๙/๑๙๙)
๘ หมู่เทวดา ในที่นี้หมายถึงเทวดาชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๙/๑๙๙, มูลฏีกา ๓/๘๔, อนุฏีกา ๓/๑๒๙-๑๓๐)
๙ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายอันธกะ และนิกายสมิติยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๗๓/๑๙๖)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka