Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 37 หน้าที่ 670

<< | หน้าที่ 670 | >>
ปร. อนุสัย สัมปยุตด้วยจิตนั้นใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ปร. ดังนั้น อนุสัยจึงวิปปยุตจากจิต

ปร. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “มีราคะ” ใช่ไหม

สก. ใช่

ปร. ราคะ สัมปยุตด้วยจิตนั้นใช่ไหม

สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น

ปร. ดังนั้น ราคะจึงวิปปยุตจากจิต

ติสโสปิอนุสยกถา จบ


๔. ญาณกถา (๑๐๙)


ว่าด้วยญาณ


[๖๑๔] สก. พระอริยบุคคลเมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่วิปปยุตจาก ญาณเป็นไปอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “มีญาณ” ใช่ไหม

ปร. ใช่

สก. พระอริยบุคคลเมื่อราคะปราศไปแล้ว ท่านไม่ยอมรับว่า “ปราศจาก ราคะ” ใช่ไหม

ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

สก. พระอริยบุคคลเมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่วิปปยุตจากญาณ เป็นไปอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “มีญาณ” ใช่ไหม

ปร. ใช่

๑ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายมหาสังฆิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑๖/๒๕๗)
๒ เพราะมีความเห็นว่า เมื่อโมหะสิ้นไป ด้วยอำนาจมรรคญาณในขณะที่เห็นรูปเป็นต้น จิต(ของพระอริยบุคคล) เป็นจิตที่วิปปยุตจากญาณ ไม่ใช่เป็นจิตที่ประกอบด้วยมรรคญาณ จึงไม่ควรเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้มีญาณ ซึ่ง ต่างกับความเห็นของสกวาทีที่เห็นว่า ควรเรียกว่า เป็นผู้มีญาณ ตามหลักปุคคลบัญญัติ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑๔/๒๕๖)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka