นปุเรชาตปัจจัย
{๕๘๐} [๘] สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์อาศัยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์เกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์ และอวิชชานิวรณ์อาศัยกามฉันทนิวรณ์เกิดขึ้น ในอรูปาวจรภูมิ อุทธัจจนิวรณ์ และอวิชชานิวรณ์ อาศัยกามฉันทนิวรณ์เกิดขึ้น ในอรูปาวจรภูมิ อุทธัจจนิวรณ์ และอวิชชานิวรณ์อาศัยวิจิกิจฉานิวรณ์เกิดขึ้น ในอรูปาวจรภูมิ อวิชชานิวรณ์อาศัย อุทธัจจนิวรณ์เกิดขึ้น (๑)
สภาวธรรมที่ไม่เป็นนิวรณ์อาศัยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์เกิดขึ้นเพระนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ สัมปยุตตขันธ์อาศัยนิวรณ์เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยนิวรณ์เกิดขึ้น (พึงขยายวาระที่เหลือแม้ทั้งหมดให้พิสดาร พึงจัดอรูปไว้ก่อน จัดรูปไว้ตามที่จะมีได้ในภายหลัง)
[๙] สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์อาศัยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และที่ไม่เป็นนิวรณ์เกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ ถีนมิทธนิวรณ์ และอุทธัจจนิวรณ์อาศัยขันธ์ที่ไม่เป็นนิวรณ์และอาศัยกามฉันทนิวรณ์เกิดขึ้น (พึงผูกเป็น จักกนัย) (๑)
สภาวธรรมที่ไม่เป็นนิวรณ์อาศัยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และที่ไม่เป็นนิวรณ์เกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่ไม่เป็นนิวรณ์และอาศัยนิวรณ์เกิดขึ้น ฯลฯ อาศัยขันธ์ ๒ ฯลฯ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยนิวรณ์และสัมปยุตตขันธ์เกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยนิวรณ์และมหาภูตรูปเกิดขึ้น (๒)
สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และที่ไม่เป็นนิวรณ์อาศัยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และที่ไม่เป็นนิวรณ์เกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ ขันธ์ ๓ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์และอวิชชานิวรณ์อาศัยขันธ์ ๑ ที่ไม่เป็นนิวรณ์และอาศัยกามฉันทนิวรณ์เกิดขึ้น (พึงผูกเป็นจักกนัย ย่อ) (๓)