สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ฯลฯ พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ฯลฯ ออก จากฌาน ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ และขันธ์ที่เป็นอารมณ์ ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น ราคะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ วิจิกิจฉา ฯลฯ อุทธัจจะ ฯลฯ โทมนัสจึงเกิดขึ้น (๒)
สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์เป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์เป็นอารมณ์ของนิวรณ์และที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์โดย อารัมมณปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ฯลฯ พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้ว ฯลฯ ออกจากฌาน ฯลฯ ยินดีเพลิดเพลินจักษุ ฯลฯ หทัยวัตถุ ขันธ์ที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์ เพราะปรารภความยินดีเพลิดเพลินจักษุเป็นต้นนั้น นิวรณ์และสัมปยุตตขันธ์จึงเกิดขึ้น (พึงเพิ่ม ๓ วาระ แม้นอกนี้อย่างนี้) (๓)
(อธิปติปัจจัยเหมือนกับอารัมมณปัจจัย ปุเรชาตปัจจัยเหมือนกับอารัมมณปัจจัย ในอุปนิสสยปัจจัยไม่พึงเพิ่มโลกุตตระ ย่อ พึงขยายให้พิสดารอย่างนี้ พึงพิจารณา แล้วจึงเพิ่มเหมือนนีวรณทุกะ)
นีวรณนีวรณิยทุกะ จบ
๔๘. นีวรณนีวรณสัมปยุตตทุกะ ๑. ปฏิจจวาร
๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร
เหตุปัจจัย
{๖๔๔} [๙๒] สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์อาศัยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์ และอวิชชานิวรณ์อาศัยกามฉันทนิวรณ์เกิดขึ้น (พึงผูกเป็นจักกนัย พึงเพิ่ม นิวรณ์เข้าทั้งหมด) (๑)
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์อาศัยสภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วยนิวรณ์เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ สัมปยุตตขันธ์อาศัยนิวรณ์ เกิดขึ้น (๒)