อารัมมณปัจจัย
{๔๖๖} [๑๐๕] สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภอุปาทาน อุปาทานจึงเกิดขึ้น (พึงอ้างบทที่เป็นมูล) เพราะปรารภ อุปาทาน ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานจึงเกิดขึ้น (พึงอ้างบทที่ เป็นมูล) เพราะปรารภอุปาทาน อุปาทานและสัมปยุตตขันธ์จึงเกิดขึ้น (๓)
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่ สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานโดยอารัมมณปัจจัย ได้แก่ เพราะปรารภ ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทาน ขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่ เป็นอุปาทานจึงเกิดขึ้น (พึงทำให้เป็น ๓ วาระ ในฆฏนา ก็พึงทำให้เป็น ๓ วาระด้วย)
อธิปติปัจจัย
{๔๖๗} [๑๐๖] สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอธิปติปัจจัย มี ๓ วาระ (๓)
สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรม ที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่ไม่เป็นอุปาทานโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติและสหชาตาธิปติ (มี ๓ วาระ แม้ใน ๓ วาระก็พึงเพิ่มอธิปติปัจจัย ทั้ง ๒ แม้แต่อธิปติปัจจัยที่เป็นฆฏนา ก็มี ๓ วาระ)
อนันตรปัจจัย
{๔๖๘} [๑๐๗] สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานเป็นปัจจัยแก่ สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานโดยอนันตรปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ที่เป็นอุปาทานและสัมปยุตด้วยอุปาทานซึ่งเกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยแก่อุปาทานที่ เกิดหลัง ๆ โดยอนันตรปัจจัย (พึงทำเป็น ๙ วาระ อย่างนี้ ไม่มีทั้งอาวัชชนจิต และวุฏฐานะ)