๑๐. ธัมมเทสนาสมุฏฐาน
{๘๓๖} [๒๖๗] พระตถาคตเจ้าจะไม่ทรงแสดงพระสัทธรรมแก่คนกั้นร่ม
ผู้ถือไม้พลอง ผู้ถือศัสตรา ผู้ถืออาวุธ ผู้สวมเขียงเท้า
ผู้สวมรองเท้า ผู้อยู่ในยานพาหนะ ผู้อยู่บนที่นอน ผู้นั่งรัดเข่า
ผู้โพกศีรษะ ผู้คลุมศีรษะ รวมเป็น ๑๑ สิกขาบทพอดี
เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย
ทุกสิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่ง เสมอกับธัมมเทสนาสิกขาบท
ธัมมเทสนาสมุฏฐาน จบ
๑๑. ภูตาโรจนสมุฏฐาน
{๘๓๗} [๒๖๘] ภูตาโรจนสิกขาบทว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง
เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
ขึ้นชื่อว่าภูตาโรจนสิกขาบทย่อมเกิดจาก ๓ สมุฏฐาน
ภูตาโรจนสมุฏฐาน จบ
๑๒. โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน
{๘๓๘} [๒๖๙] โจรีวุฏฐาปนสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้เป็นโจร
โจรีวุฏฐาปนสิกขาบทนี้ เกิดทางวาจากับจิต
มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓
สิกขาบทนี้พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชาทรงบัญญัติไว้ว่ามี
๒ สมุฏฐาน ไม่ซ้ำกัน
โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน จบ