Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 17 หน้าที่ 256

<< | หน้าที่ 256 | >>
นี้เรากล่าวว่า กิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ เพราะดับกิเลสเหล่านั้น จึงจัดเป็นความดับกิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ

ความพอใจ ฯลฯ ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ...

ความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก อุบายและความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปตั้งมั่นถือมั่นและนอนเนื่องในวิญญาณ

นี้เรากล่าวว่า กิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ เพราะดับกิเลสเหล่านั้น จึงจัดเป็นความดับกิเลสเป็นเหตุนำไปสู่ภพ”

ภวเนตติสูตรที่ ๓ จบ


๔. ปริญเญยยสูตร


ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้


{๓๖๙} [๑๖๓] เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

ครั้งนั้น ท่านพระราธะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

“ราธะ เราจักแสดงธรรมที่ควรกำหนดรู้ ความกำหนดรู้ และบุคคลผู้กำหนดรู้เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว”

ท่านพระราธะรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสว่า

“ราธะ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เป็นอย่างไร

คือ รูปเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ เวทนาเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ สัญญาเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ สังขารเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ วิญญาณเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้

เหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมที่ควรกำหนดรู้

ความกำหนดรู้ เป็นอย่างไร

คือ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ

นี้เรียกว่า ความกำหนดรู้


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka