Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 18 หน้าที่ 124

<< | หน้าที่ 124 | >>
๖. สัญโญชนิยสูตร


ว่าด้วยธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์


{๑๕๙} [๑๐๙] “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์และสังโยชน์ เธอทั้งหลายจงฟัง

ธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ เป็นอย่างไร และสังโยชน์ เป็นอย่างไร

คือ จักขุชื่อว่าธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ ฉันทราคะในจักขุนั้นชื่อว่าสังโยชน์ ฯลฯ ชิวหาชื่อว่าธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ ฯลฯ มโนชื่อว่าธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์ ฉันทราคะในมโนนั้นชื่อว่าสังโยชน์

ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมที่เกื้อกูลแก่สังโยชน์

นี้เราเรียกว่า สังโยชน์”

สัญโญชนิยสูตรที่ ๖ จบ


๗. อุปาทานิยสูตร


ว่าด้วยธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน


{๑๖๐} [๑๑๐] “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทานและอุปาทาน เธอทั้งหลายจงฟัง

ธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน เป็นอย่างไร และอุปาทาน เป็นอย่างไร

คือ จักขุชื่อว่าธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน ฉันทราคะในจักขุนั้นชื่อว่าอุปาทาน ฯลฯ ชิวหาชื่อว่าธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน ฯลฯ มโนชื่อว่าธรรมที่เกื้อกูลแก่ อุปาทาน ฉันทราคะในมโนนั้นชื่อว่าอุปาทาน

ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมที่เกื้อกูลแก่อุปาทาน

นี้เราเรียกว่า อุปาทาน”

อุปาทานิยสูตรที่ ๗ จบ



สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka