พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้ เห็นจักขุโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นรูปโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นจักขุวิญญาณโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นจักขุสัมผัส โดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นแม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็น สุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็น อนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ ฯลฯ
เมื่อรู้ เห็นชิวหาโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ ฯลฯ
เมื่อรู้ เห็นมโนโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็น ธรรมารมณ์ ... มโนวิญญาณ ... มโนสัมผัส ... เมื่อรู้ เห็นแม้ความเสวย อารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้
ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้ เห็นอย่างนี้ จึงละอัตตานุทิฏฐิได้”
อัตตานุทิฏฐิปหานสูตรที่ ๑๒ จบ
นันทิกขยวรรคที่ ๑ จบ
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัชฌัตตนันทิกขยสูตร ๒. พาหิรนันทิกขยสูตร
๓. อัชฌัตตอนิจจนันทิกขยสูตร ๔. พาหิรอนิจจนันทิกขยสูตร
๕. ชีวกัมพวนสมาธิสูตร ๖. ชีวกัมพวนปฏิสัลลานสูตร
๗. โกฏฐิกอนิจจสูตร ๘. โกฏฐิกทุกขสูตร
๙. โกฏฐิกอนัตตสูตร ๑๐. มิจฉาทิฏฐิปหานสูตร
๑๑. สักกายทิฏฐิปหานสูตร ๑๒. อัตตานุทิฏฐิปหานสูตร