Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 18 หน้าที่ 201

<< | หน้าที่ 201 | >>
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้ เห็นจักขุโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นรูปโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นจักขุวิญญาณโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นจักขุสัมผัส โดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็นแม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็น สุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็น อนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ ฯลฯ

เมื่อรู้ เห็นชิวหาโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ ฯลฯ

เมื่อรู้ เห็นมโนโดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้ เมื่อรู้ เห็น ธรรมารมณ์ ... มโนวิญญาณ ... มโนสัมผัส ... เมื่อรู้ เห็นแม้ความเสวย อารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา จึงละอัตตานุทิฏฐิได้

ภิกษุ บุคคลเมื่อรู้ เห็นอย่างนี้ จึงละอัตตานุทิฏฐิได้”

อัตตานุทิฏฐิปหานสูตรที่ ๑๒ จบ


นันทิกขยวรรคที่ ๑ จบ


รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ


๑. อัชฌัตตนันทิกขยสูตร ๒. พาหิรนันทิกขยสูตร

๓. อัชฌัตตอนิจจนันทิกขยสูตร ๔. พาหิรอนิจจนันทิกขยสูตร

๕. ชีวกัมพวนสมาธิสูตร ๖. ชีวกัมพวนปฏิสัลลานสูตร

๗. โกฏฐิกอนิจจสูตร ๘. โกฏฐิกทุกขสูตร

๙. โกฏฐิกอนัตตสูตร ๑๐. มิจฉาทิฏฐิปหานสูตร

๑๑. สักกายทิฏฐิปหานสูตร ๑๒. อัตตานุทิฏฐิปหานสูตร


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka