หน้าหลัก พระไตรปิฏก AI ธรรมะ E-Book ฐานข้อมูลวัด ติดต่อเรา
พุทธบริษัท
พระไตรปิฏกฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 หน้าที่ 228 | Buddhaparisa.org
หน้าหลัก / พระสุตตันตปิฏก
พระไตรปิฏกฉบับมจร. เล่มที่ 20
<< | หน้าที่ 228 | >>
หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จ แล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป ” ได้บรรลุวิชชาที่ ๓ นี้ ความ มืดมิดคืออวิชชา เธอกำจัดได้แล้ว แสงสว่างคือวิชชา ได้เกิดขึ้นแก่เธอ เปรียบ เหมือนแสงสว่างเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจ

จิตของพระโคดมพระองค์ใด

ผู้มีศีลไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ

มีปัญญาและมีความเพ่งพินิจ

เป็นจิตมีความชำนาญแน่วแน่ เป็นสมาธิดี

พระโคดมพระองค์นั้น

บัณฑิตกล่าวว่าบรรเทาความมืดได้

เป็นนักปราชญ์ ได้วิชชา ๓ ละทิ้งมัจจุราช

เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ ละบาปธรรมได้ทุกอย่าง

สาวกทั้งหลายย่อมนมัสการพระโคดมพระองค์นั้น

ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓ ไม่ลุ่มหลง

เป็นพระพุทธเจ้ามีสรีระเป็นชาติสุดท้าย

บุคคลใดรู้แจ้งปุพเพนิวาสญาณ เห็นทั้งสวรรค์

และอบาย บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นความเกิด เป็นมุนี

อยู่จบพรหมจรรย์เพราะรู้ยิ่ง เป็นพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓

โดยวิชชา ๓ นี้ เราเรียกบุคคลนั้นว่าได้วิชชา ๓

ไม่เรียกบุคคลอื่นว่าได้วิชชา ๓ ตามที่ผู้อื่นเรียกกัน

พราหมณ์ ผู้ได้วิชชา ๓ ในอริยวินัยเป็นอย่างนี้แล

๑ กิจที่ควรทำ ในที่นี้หมายถึงกิจในอริยสัจ ๔ คือ การกำหนดรู้ทุกข์ การละเหตุเกิดทุกข์ การทำให้แจ้ง ซึ่งความดับทุกข์และการอบรมมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ (ที.สี.อ. ๒๔๓/๒๐๓)
๒ ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป หมายถึงไม่มีหน้าที่ในการบำเพ็ญมรรคญาณเพื่อความสิ้น กิเลสอีกต่อไป เพราะพุทธศาสนาถือว่าการบรรลุอรหัตผล เป็นจุดหมายสูงสุด (ที.สี.อ. ๒๔๘/๒๐๓)
๓ วิชชา ในที่นี้หมายถึงอรหัตตมัคคญาณ ได้แก่ ญาณคือความรู้เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ หรือ อาสวักขยญาณ คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๖)

สารบัญ พระไตรปิฏก

พระไตรปิฏก
พระไตรปิฏก
พระวินัยปิฏก
พระวินัย
พระสุตตันตปิฏก
พระสูตร
พระอภิธรรมปิฏก
พระอภิธรรม