Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 หน้าที่ 328

<< | หน้าที่ 328 | >>
๓. สรทสูตร


ว่าด้วยธรรมจักษุกับท้องฟ้าในสารทกาล


[๙๕] ภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้องฟ้าแจ่มใสปราศจากเมฆหมอกในสารทกาล ดวง อาทิตย์ส่องแสงไปทั่วท้องฟ้า ขจัดความมืดมัวที่อยู่ในอากาศทั้งหมด ส่องแสง แผด แสงและส่องสว่างอยู่ ฉันใด

ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่อธรรมจักษุ ที่ปราศจากธุลี ปราศจากมลทินเกิดแก่ อริยสาวก พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งทัสสนะ อริยสาวกย่อมละสังโยชน์ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) และ สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต)

ลำดับต่อมา อริยสาวกออกจากธรรม ๒ ประการ คือ อภิชฌา (ความเพ่งเล็ง อยากได้ของเขา) และพยาบาท (ความคิดร้าย) อริยสาวกนั้นสงัดจากกามและอกุศล ธรรมทั้งหลาย บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอริยสาวกพึงตายลงในขณะนั้น เธอไม่มีสังโยชน์ที่เป็นเหตุ ให้ต้องกลับมาสู่โลกนี้อีก

สรทสูตรที่ ๓ จบ


๔. ปริสาสูตร


ว่าด้วยบริษัท


[๙๖] ภิกษุทั้งหลาย บริษัท ๓ จำพวกนี้

บริษัท ๓ จำพวกไหนบ้าง คือ

๑. บริษัทที่มีหัวหน้ายอดเยี่ยม ๒. บริษัทที่แตกแยกกัน

๓. บริษัทที่สามัคคีกัน

๑ สารทกาล หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง
๒ ธรรมจักษุ ในที่นี้หมายถึงดวงตาเห็นธรรม คือการบรรลุโสดาปัตติมรรคที่กำหนดรู้อริยสัจ ๔ (องฺ.ติก.อ. ๒/๙๕/๒๔๙)

สารบัญพระไตรปิฏก · Tipiṭaka