Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 21 หน้าที่ 14

<< | หน้าที่ 14 | >>
๓. เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า “สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกจักทักท้วงเราด้วยคำพูดที่มีเหตุผลในธรรมนั้นว่า ‘อันตรายิกธรรม ที่ท่านกล่าวไว้ไม่อาจก่ออันตรายแก่ผู้เสพได้จริง” เราเมื่อไม่ เห็นนิมิตแม้นี้จึงถึงความเกษม ไม่มีความกลัว แกล้วกล้าอยู่

๔. เราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า “สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกจักทักท้วงเราด้วยคำพูดที่มีเหตุผลในธรรมนั้นว่า ‘ท่านแสดงธรรม เพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่สำเร็จเพื่อความสิ้นทุกข์ โดยชอบแก่ผู้ทำตามได้จริง” เราเมื่อไม่เห็นนิมิตแม้นี้จึงถึงความเกษม ไม่มีความกลัว แกล้วกล้าอยู่

ภิกษุทั้งหลาย เวสารัชชญาณ ๔ ประการนี้แลที่ตถาคตมีแล้วเป็นเหตุให้ ปฏิญญาฐานะที่องอาจ บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท

วาทะเหล่าใดที่สมณะหรือพราหมณ์

ตระเตรียมไว้แพร่หลาย

วาทะเหล่านั้นมาถึงตถาคตผู้แกล้วกล้า

ผู้ล่วงวาทะได้ย่อมไม่มีผล

สัตว์ทั้งหลายย่อมนมัสการตถาคต

ผู้เพียบพร้อมด้วยโลกุตตรธรรมทั้งหมด

ผู้ประกาศธรรมจักรครอบคลุมทั้งหมด

ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทุกจำพวก

ผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์

ผู้ถึงฝั่งแห่งภพเช่นนั้น

เวสารัชชสูตรที่ ๘ จบ


๑ อันตรายิกธรรม หมายถึงธรรมที่เป็นอันตรายต่อการบรรลุมรรคผล ได้แก่ อาบัติ ๗ กอง ซึ่งเป็นโทษ สำหรับปรับภิกษุผู้ล่วงละเมิดโดยที่สุดแม้ทุกกฏหรือทุพภาสิต ในที่นี้หมายเอาเมถุนธรรม (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๘/๒๘๖)
๒ ย่อมไม่มีผล ในที่นี้หมายถึงความแตกหัก พินาศไป (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๘/๒๘๖)

สารบัญพระไตรปิฏก · Tipiṭaka