Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 21 หน้าที่ 28

<< | หน้าที่ 28 | >>
๑. เป็นผู้ประกอบด้วยรูปโสขุมมญาณ ไม่เห็นรูปโสขุมมญาณอื่น ที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่ารูปโสขุมมญาณนั้น และไม่ปรารถนา รูปโสขุมมญาณอย่างอื่นที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่ารูปโสขุมมญาณนั้น

๒. เป็นผู้ประกอบด้วยเวทนาโสขุมมญาณ ไม่เห็นญาณอื่นที่ยิ่งกว่าหรือ ประณีตกว่าเวทนาโสขุมมญาณนั้น และไม่ปรารถนาเวทนาโสขุมมญาณอย่างอื่นที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าเวทนาโสขุมมญาณนั้น

๓. เป็นผู้ประกอบด้วยสัญญาโสขุมมญาณ ไม่เห็นญาณอื่นที่ยิ่งกว่าหรือ ประณีตกว่าสัญญาโสขุมมญาณนั้น และไม่ปรารถนาสัญญาโสขุมมญาณอย่างอื่นที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าสัญญาโสขุมมญาณนั้น

๔. เป็นผู้ประกอบด้วยสังขารโสขุมมญาณ ไม่เห็นสังขารโสขุมมญาณอื่น ที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าสังขารโสขุมมญาณนั้น และไม่ปรารถนา สังขารสขุมมญาณอย่างอื่นที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าสังขารโสขุมมญาณนั้น

ภิกษุทั้งหลาย โสขุมมญาณ ๔ ประการนี้แล

ภิกษุใดรู้ความละเอียดแห่งรูปขันธ์

รู้แดนเกิดแห่งเวทนาขันธ์

รู้เหตุเกิดและที่ดับแห่งสัญญาขันธ์

รู้สังขารขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง< ๒>

เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา

ภิกษุนั้นแลเห็นชอบ สงบ

ยินดีในสันติบท ชนะมารพร้อมทั้งเสนามาร

ธำรงร่างกายชาติสุดท้ายไว้

โสขุมมสูตรที่ ๖ จบ


๑ รูปโสขุมมญาณ ในที่นี้หมายถึงญาณที่กำหนดลักษณะอันละเอียดอ่อนในรูป (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๖/๒๙๔)
๒ รู้สังขารขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ในที่นี้หมายถึงอนิจจานุปัสสนา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๗๖/๒๙๔)
๓ สันติบท หมายถึงนิพพาน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๖/๒๙๔)

สารบัญพระไตรปิฏก · Tipiṭaka