Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 21 หน้าที่ 62

<< | หน้าที่ 62 | >>
ภิกษุตั้งอยู่ในศีล สำรวมอินทรีย์

รู้จักประมาณในการบริโภค

ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่เนือง ๆ

มีความเพียรอยู่อย่างนี้

ไม่เกียจคร้านตลอดคืนและวัน

ชื่อว่าบำเพ็ญกุศลธรรม

เพื่อบรรลุสภาวะอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ

ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท

หรือมีปกติเห็นภัยในความประมาท

ไม่อาจเสื่อม ชื่อว่าอยู่ใกล้นิพพานแน่แท้

อปริหานิยสูตรที่ ๗ จบ


๘. ปฏิลีนสูตร


ว่าด้วยภิกษุผู้หลีกเร้น


{๓๘} [๓๘] ภิกษุทั้งหลาย เราเรียกภิกษุว่า ผู้มีปัจเจกสัจจะ อันบรรเทาได้ ผู้มี การแสวงหาอันสละได้ดี ผู้มีกายสังขารอันระงับได้ ผู้หลีกเร้น

ภิกษุผู้มีปัจเจกสัจจะอันบรรเทาได้ เป็นอย่างไร

คือ ปัจเจกสัจจะเป็นอันมาก เช่น เห็นว่า โลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลก มีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้าง ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคน ละอย่างกัน หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคต เกิดอีกและไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิด อีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่ เหล่านั้นทั้งหมดของสมณะและพราหมณ์จำนวนมาก

๑ ปัจเจกสัจจะ หมายถึงสัจจะที่แต่ละคนยึดถือตามความเห็นของตนว่า “นี้เท่านั้นจริง” (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๘/๓๓๙)
๒ ตถาคตในที่นี้เป็นคำที่ลัทธิอื่น ๆ ใช้มาก่อนพุทธกาล หมายถึงอัตตา (อาตมัน)ไม่ได้หมายถึงพระพุทธเจ้า อรรถกถาอธิบายว่า หมายถึงสัตว์ (ดู ที.สี.อ. ๖๕/๑๐๘)

สารบัญพระไตรปิฏก · Tipiṭaka