Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 21 หน้าที่ 266

<< | หน้าที่ 266 | >>
๔. พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ‘ไม่มีเรา เป็นที่กังวลของใคร ๆ ในที่ ไหน ๆ และไม่มีผู้อื่น เป็นที่กังวลของเราในที่ไหน ๆ ' พราหมณ์ เมื่อพูดอย่างนี้ ชื่อว่าพูดจริง ไม่ใช่พูดเท็จ เพราะการพูดนั้น เขา จึงไม่สำคัญตนว่า ‘เป็นสมณะ’ ไม่สำคัญตนว่า ‘เป็นพราหมณ์’ ไม่สำคัญตนว่า ‘เป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา’ ไม่สำคัญตนว่า ‘เป็นผู้ เสมอเขา’ ไม่สำคัญตนว่า ‘เป็นผู้ด้อยกว่าเขา’ และเขารู้สัจจะ ในข้อปฏิบัตินั้น จึงปฏิบัติปฏิปทาที่ไม่ให้กังวล

ปริพาชกทั้งหลาย สัจจะของพราหมณ์ ๔ ประการนี้แล อันเราทำให้แจ้งด้วย ปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม”

สมณสัจจสูตรที่ ๕ จบ


๖. อุมมัคคสูตร


ว่าด้วยผู้มีปัญญาใฝ่รู้


{๑๘๖} [๑๘๖] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ โลกอันอะไรหนอแลนำไป โลกอันอะไรชักนำมา และบุคคลย่อมลุอำนาจ อะไรที่เกิดขึ้น”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดีละ ดีละ ภิกษุ ปัญญาใฝ่รู้ ของเธอดีนัก ปฏิภาณดีนัก สอบถามเข้าที เธอถามอย่างนี้ว่า ‘โลกอันอะไรหนอแลนำไป โลกอันอะไรชักนำมา และบุคคลย่อมลุอำนาจอะไรที่เกิดขึ้นหรือ”

๑ เรา มาจากคำว่า อหํ แปลว่า ตัวเรา ตามนัยอรรถกถาที่แก้ว่า “อตฺตโน อตฺตานํ อัตตาของเรา” (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๘๕/๔๐๕)
๒ ผู้อื่น แปลตามอรรถกถาที่แก้ว่า “ปรสฺส จ อตฺตานํ อัตตาของผู้อื่น” (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๘๕/๔๐๕)
๓ ข้อความนี้ว่า “ไม่มีเรา...ในที่ไหนๆ” อรรถกถาเรียกข้อความประโยคนี้เป็น สุญญตา ๔ เงื่อน (จตุกฺก โกฏิกา สุญฺญตา) คือ (๑) เพราะไม่มีอัตตาของเรา (๒) อัตตาของเราจึงไม่เป็นที่กังวลของผู้อื่น (๓) เพราะ ไม่มีอัตตาของผู้อื่น (๔) อัตตาของผู้อื่นจึงไม่เป็นที่กังวลของเรา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๘๕/๔๐๕-๔๐๖)
๔ ปัญญาใฝ่รู้ แปลมาจากคำว่า อุมมัคคะ มีความหมายว่า ความใฝ่รู้ที่โผล่ขึ้นหาคำตอบปัญหา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๑๘๖/๔๐๖)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka